⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5379/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5379/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาที่ไม่มีข้อความระบุถึงผลของการผิดสัญญา จะต้องตีความเจตนาของคู่สัญญาในการเข้าทำสัญญานั้น.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์อ้างว่าจำเลยซื้อที่ดินโจทก์เฉพาะส่วนที่จำเลยรุกล้ำตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 แล้วไม่ชำระราคาตามกำหนด โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้ขับไล่จำเลย จำเลยกล่าวแก้ว่าส่วนที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยรุกล้ำจำเลยครอบครองมาตั้งแต่ได้รับยกให้ โจทก์จำเลยโต้เถียงกัน เพื่อไม่ให้ต้องดำเนินคดีกัน จำเลยยินยอมให้เงินโจทก์ 2,000 บาทได้ทำสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ไว้ ปรากฏว่าตามสัญญาเอกสารหมายจ.1 ไม่มีข้อความใดระบุว่าเป็นการซื้อขาย คงมีแต่เพียงว่าจำเลยจะจ่ายเงินให้โจทก์ 2,000 บาท ใน 60 วัน และไม่มีข้อความใดระบุว่าถ้าหากจำเลยไม่ใช้เงินแก่โจทก์ตามกำหนดแล้ว คู่สัญญาต้องปฏิบัติอย่างไรต่อกันจึงต้องถือเอาเจตนาในการเข้าทำสัญญาระหว่างกันจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระเงินตามสัญญา แต่โจทก์ไม่ได้ขอให้บังคับตามข้อนี้ ส่วนประเด็นที่โจทก์อ้างว่าจำเลยซื้อขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำนั้นจำเลยปฏิเสธว่าให้เงินเพื่อไม่ต้องดำเนินคดีแก่กัน ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบตามข้อกล่าวอ้าง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยตกลงจะซื้อที่ดินของโจทก์ ศาลจึงบังคับขับไล่จำเลยตามฟ้องไม่ได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.368

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยได้ปลูกเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ ๑ เฉพาะส่วนที่จะยกให้แก่โจทก์ที่ ๒ ต่อมาจำเลยได้ตกลงซื้อที่ดินส่วนที่รุกล้ำจากโจทก์ที่ ๑ ปรากฏตามหนังสือสัญญาเอกสารท้ายฟ้อง เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่ชำระเงินโจทก์ที่ ๑ จึงบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยรื้อถอนเรือนออกไปกับทำที่ดินให้เป็นตามเดิมแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเรือนออกไปจากที่ดินเฉพาะส่วนซึ่งต่อมาโจทก์ที่ ๒ ได้รับการยกให้แล้ว เนื้อที่กว้าง๑๐ ศอกครึ่ง ยาว ๑๕ ศอก และทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยไม่กระทำ ให้โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยให้การว่า ที่ดินบริเวณที่โจทก์อ้างว่าจำเลยปลูกเรือนรุกล้ำนั้นเป็นที่ดินของจำเลย ที่จำเลยทำสัญญายอมชำระเงินให้โจทก์ที่ ๑ เพื่อจะไม่ต้องเป็นความกัน โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง โจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ ๒ กว้าง ๑๐ ศอกครึ่ง ยาว ๑๕ ศอก และทำที่ดินให้เป็นสภาพเดิมโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่รื้อถอน ให้โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอในส่วนที่ให้โจทก์ที่ ๒ รื้อสิ่งปลูกสร้างของจำเลยได้เองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยตกลงซื้อที่ดินของโจทก์ทางทิศตะวันออกเฉพาะส่วนซึ่งจำเลยปลูกเรือนรุกล้ำกว้าง ๑๐ ศอกครึ่งยาว ๑๕ ศอก ในราคา ๒,๐๐๐ บาท ตกลงจะชำระเงินให้โจทก์ภายในกำหนด ๖๐ วันนับจากวันทำสัญญาซื้อขายกันคือวันที่๑๗ กรกฎาคม ๒๕๒๘ เป็นต้นไป ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑ เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่ชำระเงิน โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาซื้อขาย ขอให้ศาลขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยกล่าวแก้ว่า ที่ดินส่วนที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยรุกล้ำนั้นเป็นที่ดินของจำเลยครอบครองมาตั้งแต่ได้รับยกให้ คือตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๒๘ โจทก์นำเจ้าพนักงานรังวัดที่ดินของโจทก์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินซึ่งจำเลยครอบครอง จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้นเพื่อที่จะไม่ต้องดำเนินคดีแก่กัน และเพื่อไม่ให้โจทก์นำรังวัดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยของจำเลยอีก จำเลยจึงยินยอมเสียเงินให้โจทก์จำนวน ๒,๐๐๐ บาท เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.๑ ไม่มีข้อความใดระบุว่ามีการซื้อขายที่ดินแก่กันดังที่โจทก์กล่าวอ้าง คงมีแต่เพียงว่าจำเลยจะจ่ายเงินให้โจทก์จำนวน ๒,๐๐๐ บาท ภายในกำหนด ๖๐ วันนับจากวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๒๘ ซึ่งเป็นวันทำสัญญากันเป็นต้นไปและไม่มีข้อความใดระบว่าถ้าหากจำเลยไม่ชำระเงินแก่โจทก์ตามกำหนดแล้ว คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติอย่างไรต่อกันจึงต้องถือเอาเจตนาในการเข้าทำสัญญาระหว่างกันตามเอกสารหมาย จ.๑ กล่าวคือเมื่อจำเลยยังไม่ชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระ แต่โจทก์ไม่ได้ขอให้บังคับในข้อนี้ สำหรับข้อกล่าวอ้างเป็นประเด็นในฟ้องว่าจำเลยตกลงซื้อที่ดินส่วนซึ่งจำเลยรุกล้ำในราคา ๒,๐๐๐ บาท นั้นจำเลยให้การปฏิเสธอ้างว่าจะให้เงินเพื่อไม่ต้องดำเนินคดีแก่กันและเพื่อจะไม่ต้องรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบตามข้อกล่าวอ้างดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยตกลงจะซื้อที่ดินของโจทก์ ศาลจึงบังคับขับไล่จำเลยตามโจทก์ขอไม่ได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องเรียกเงินตามสัญญา. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5379/2533 นายลี จรูญชัย กับพวก โจทก์ นางหนูเล็ก โสภีผ่อง หรือ กาชัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายลี จรูญชัย กับพวก · จำเลย - นางหนูเล็ก โสภีผ่อง หรือ กาชัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · นาม ยิ้มแย้ม · โสภณ จันเทรมะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ · ศาลอุทธรณ์ - นายยงยุทธ ธารีสาร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 591/2531ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 4590/2553ฎีกา 2135/2518ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 5712/2541ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 848/2534ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1616/2522ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา