⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5463/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5463/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนกฎหมายจราจรซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อความปลอดภัยของบุคคลอื่น ถือเป็นฝ่ายผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 422

ย่อคำพิพากษา

รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับแล่นมาถึงบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุก่อนรถยนต์คันที่ พ. ขับซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ พ.ย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 71(1) โดยต้องให้รถคันที่จำเลยที่ 1 ขับ ผ่านไปเสียก่อนแต่ พ. กลับฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เป็นเหตุให้เกิดชนกันขึ้น พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 71(1)เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์จะปกป้องบุคคลอื่น ๆ พ.ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายเช่นว่านั้นย่อมต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นฝ่ายผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 422

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.422 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.71

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๙ง-๑๖๑๐ กรุงเทพมหานคร จากนายชัยรัตน์ ชัยวิวัฒน์ จำเลยที่ ๑เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๒๗ จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๓-๔๙๓๕ นครราชสีมา ของจำเลยที่ ๒ ในทางการที่จ้างหรือในกิจการเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๒ ด้วยความประมาท เฉี่ยวชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยซ่อมแซมให้แล้ว จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน ๕๒,๘๘๑.๔๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน ๔๙,๑๙๒ บาทนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๙๑-๑๖๑๐ กรุงเทพมหานคร ขณะเกิดเหตุสัญญาประกันภัยสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เหตุเฉี่ยวชนเกิดจากความประมาทเลินเล่อของคนขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้โจทก์ยังไม่ได้ซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าถนนพาณิชย์เจริญและถนนรามราชซึ่งตัดกันที่สี่แยกที่เกิดเหตุ ต่างเป็นทางเอกเหมือนกัน ดังนั้นผู้ขับขี่รถที่ผ่านทางสี่แยกดังกล่าว จำต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗๑(๑) และ (๒)กล่าวคือ ถ้ามีรถอื่นอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถในทางร่วมทางแยกนั้นผ่านไปก่อน หรือถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกันและไม่มีรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถที่อยู่ทางด้านซ้ายของตนผ่านไปก่อน รถคันที่จำเลยที่ ๑ ขับ แล่นมาถึงบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุก่อนรถยนต์เก๋งซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้นายพิศิษฐ์ผู้ขับรถยนต์เก๋งย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา๗๑(๑) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ กล่าวคือ ต้องให้รถคันที่จำเลยที่ ๑ ขับ ผ่านไปเสียก่อน แต่นายพิศิษฐ์กลับฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เป็นเหตุให้เกิดชนกันขึ้น เช่นนี้เห็นว่าพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา ๗๑(๑) เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์จะปกป้องบุคคลอื่น ๆ นายพิศิษฐ์ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายเช่นว่านั้นย่อมต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นฝ่ายผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๒ เหตุที่รถทั้งสองคันเกิดชนกันจึงมิใช่เป็นเพราะความประมาทของจำเลยที่ ๑ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5463/2533 บริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด โจทก์ นายอัมพร ศรีน้อย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด · จำเลย - นายอัมพร ศรีน้อย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสียง ตรีวิมล · บุญศรี กอบบุญ · สมศักดิ์ วิธุรัติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายมนูญ เฉลิมช่วง · ศาลอุทธรณ์ - นายปราโมทย์ ชพานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534ฎีกา 246/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา