⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5570/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5570/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การได้มาซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น หากไม่ได้จดทะเบียนสิทธิ จะไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริตแล้วได้

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องได้ที่ดินและตึกแถวที่โจทก์นำยึดมาโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการได้มาซึ่งสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อผู้ร้องไม่ได้จดทะเบียนสิทธิของตนไว้ จึงไม่อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ ทั้งต้องห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองที่ดินและตึกแถวดังกล่าวโดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวโจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๘๖ และตึกแถวที่ปลูกสร้างบนที่ดินโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่จำนองโจทก์ไว้เพื่อขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่บิดามารดาของจำเลยและผู้ร้องซึ่งเป็นคนต่างด้าวเป็นผู้ซื้อให้กับบุตร ๑๐ คน แต่ได้ให้จำเลยลงชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนผู้ร้องและพี่น้องทั้งหมด จำเลยกับผู้ร้องอยู่ในที่ดินและตึกแถวดังกล่าวชั่วระยะหนึ่ง แล้วจำเลยได้แยกครอบครัวไปประกอบกิจการของตนเอง ไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินและตึกแถวอีกเป็นเวลากว่า ๑๕ ปีแล้ว คงมีแต่ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองที่ดินและตึกแถวดังกล่าวตลอดมาโดยจำเลยและพี่น้องคนอื่นต่างได้รับทรัพย์สินอื่นจากการยกให้ของมารดาไปแล้ว มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินและตึกแถวอีกเลย ผู้ร้องครอบครองที่ดินและตึกแถวมาโดยสงบ เปิดเผย โดยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยไม่มีสิทธิและอำนาจนำที่ดินและตึกแถวพิพาทไปจดทะเบียนจำนองกับโจทก์ ขอให้มีคำสั่งปล่อยที่ดินและตึกแถวที่โจทก์นำยึด โจทก์ให้การว่า ที่ดินและตึกแถวที่โจทก์นำยึดเป็นของจำเลย มิใช่เป็นของผู้ร้องที่ผู้ร้องอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ก็เป็นการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองที่ยังไม่จดทะเบียน ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิที่จะยกขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้รับจำนองซึ่งได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต และได้จดทะเบียนแล้วได้ ผู้ร้องไม่เคยครอบครองที่ดินและตึกแถวขอให้ยกคำร้อง จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๘๖ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองว่า บิดามารดาซึ่งเป็นคนต่างด้าวตั้งใจจะซื้อที่พิพาทให้แก่บุตรทุกคน ซึ่งมีอยู่ ๑๐ คน แต่ขณะที่ซื้อมาบุตรบางคนเป็นคนต่างด้าวบ้าง กำลังศึกษาอยู่บ้าง บางคนยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงได้ใส่ชื่อจำเลยในโฉนดที่ดินแทนจำเลยอยู่ในที่พิพาทชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วแยกไปประกอบกิจการสถานที่แห่งอื่น จึงมีแต่ผู้ร้องทั้งสองที่ครอบครองที่พิพาทมาโดยสงบ โดยเปิดเผย และโดยเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นเวลากว่า๑๕ ปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ และปรากฏจากทางนำสืบของผู้ร้องทั้งสองว่ายังมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งสิทธิดังกล่าว ส่วนโจทก์นำสืบว่าได้รับจำนองที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เห็นว่า การได้ที่ดินและตึกแถวพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นการได้มาซึ่งสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมเมื่อผู้ร้องทั้งสองมิได้จดทะเบียนสิทธิของตนไว้ จึงไม่อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ทั้งต้องห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสองส่วนปัญหาว่าโจทก์รับจำนองไว้โดยสุจริตหรือไม่นั้น ผู้ร้องทั้งสองก็นำสืบไม่ได้ว่าโจทก์กระทำการโดยไม่สุจริตอย่างไร คงมีแต่ผู้ร้องที่ ๑ เพียงคนเดียวเบิกความลอย ๆ ว่า ทราบจากผู้ร้องที่ ๒ว่า โจทก์ฉ้อฉลเท่านั้น จึงฟังได้ว่าโจทก์รับจำนองที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น แม้จะฟังได้ว่าผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวที่โจทก์นำยึดโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคำร้องผู้ร้องทั้งสองก็ไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาท พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5570/2533 มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โจทก์ นางสาววัชรินทร์ กิตติรัชตสุนทร กับพวก ผู้ร้อง นางสาวดุษฎี กิตติรัชตสุนทร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ · ผู้ร้อง - นางสาววัชรินทร์ กิตติรัชตสุนทร กับพวก · จำเลย - นางสาวดุษฎี กิตติรัชตสุนทร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชุม สุกแสงเปล่ง · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · มนู วงศ์แสงจันทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอำนวย หมวดเมือง · ศาลอุทธรณ์ - นายสุชาติ ถาวรวงษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7677/2557ฎีกา 759/2494ฎีกา 1536/2500ฎีกา 231/2482ฎีกา 4415/2528ฎีกา 377/2536ฎีกา 1492/2510ฎีกา 5640/2541ฎีกา 4470/2543ฎีกา 5423/2553ฎีกา 635/2511ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 805/2506ฎีกา 4185/2547ฎีกา 2791/2546ฎีกา 602/2490ฎีกา 1008/2510ฎีกา 546/2532ฎีกา 960/2485ฎีกา 1077/2532ฎีกา 6663/2538ฎีกา 1348/2508
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา