คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5607/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ที่ระบุเงื่อนไขการชำระราคาและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอนาคต ไม่เป็นโมฆะ และผู้จะซื้อมีสิทธิฟ้องบังคับให้ผู้จะขายไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม2528 โดยมีการตกลงกันว่าจำเลยจะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2529 จึงมิใช่การซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแต่เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายไม่เป็นโมฆะ และโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ตามข้อตกลงได้.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2528 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เนื้อที่ 16 ไร่ให้โจทก์ โดยตกลงว่าจะไปจดทะเบียนการโอนขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และมอบที่ดินให้แก่โจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2529 ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนการซื้อขายและส่งมอบที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ความจริงเป็นเรื่องจำเลยยืมเงินภรรยาโจทก์และจำเลยยอมให้ภรรยาโจทก์ทำนาในที่ดินครึ่งหนึ่งต่างดอกเบี้ย จำเลยพิมพ์ลายนิ้วมือในสัญญาจะซื้อจะขายโดยภรรยาโจทก์อ้างว่าเป็นหลักฐานการมอบที่ดินให้ทำกินต่างดอกเบี้ย สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนขายที่พิพาทและส่งมอบที่ดินแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนาจะขายที่ดินบางส่วนแก่โจทก์จำนวน 16 ไร่ ตามข้อตกลงในสัญญา และวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จากคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าในการซื้อขายที่พิพาทมีการตกลงกันว่าจำเลยจะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2529 ซึ่งจำเลยมิได้กล่าวแก้ในข้อนี้ การซื้อขายจึงมิใช่การซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขาย จึงไม่เป็นโมฆะ และกรณีนี้โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนขายที่พิพาทให้โจทก์ตามข้อตกลงได้ และศาลฎีกาเห็นสมควรระบุให้ชัดเจนว่าจำเลยจะต้องโอนที่ดินให้โจทก์ตามที่โจทก์ครอบครองจำนวน 16 ไร่
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่พิพาทในส่วนซึ่งโจทก์ได้เข้าครอบครองแล้วให้ครบจำนวน 16 ไร่ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5607/2533
นาย นัน หรือ นันท์ พิ มูล ชาติ โจทก์
นาง นา ค สุดา จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาย นัน หรือ นันท์ พิ มูล ชาติ · จำเลย - นาง นา ค สุดา |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · นาม ยิ้มแย้ม · โสภณ จันเทรมะ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา