⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5754/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5754/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลหนึ่งได้โอนการครอบครองที่ดินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งแล้ว ผู้รับโอนย่อมมีสิทธิฟ้องร้องผู้ที่ครอบครองที่ดินนั้นโดยอาศัยสิทธิของผู้โอนได้ โดยไม่จำกัดระยะเวลา 1 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยการฟ้องคดีอันเกี่ยวกับการครอบครอง

ย่อคำพิพากษา

ห.บิดาจำเลยได้ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินของตนให้แก่ ล. ภริยาน้อยของ ห. คือที่ดินพิพาทคดีนี้ ต่อมา ล.ได้ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่ค.มารดาของโจทก์ทั้งสาม โดย ห.รู้เห็นยินยอมด้วย การที่ล.ขายที่ดินพิพาทให้แก่ ค. ย่อมมีผลสมบูรณ์และผูกพัน ห.ด้วยดังนั้น การที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ห.และเป็นการครอบครองแทน ห.เมื่อ ห.และ ล. ได้โอนการครอบครองที่ดินพิพาทแก่ ค.แล้ว และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเป็นเจตนายึดถือ เพื่อตนอันเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยจึงไม่อาจอ้างระยะเวลาการฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งสามผู้รับโอนมรดกที่ดินพิพาทจาก ค.ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.๓) เลขที่ ๔๙๔๐ ตำบลทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์เนื้อที่ ๔๒ ไร่ เป็นของโจทก์ทั้งสามโดยรับโอนมรดกจากนางคล้อยกมลเดช เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๒๙ ขณะที่นางคล้อยยังมีชีวิตอยู่ คือเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ จำเลยเช่าที่ดินพิพาททำนา แต่จำเลยไม่ชำระค่าเช่า จึงได้บอกเลิกการเช่า ต่อมาวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๒๙ จำเลยกับบริวารได้บุกรุกเข้าไปไถนาในที่ดินพิพาทอ้างว่าเป็นที่ดินของนายหึม เหมือนพระ และนางเลียบ ตะสอน โจทก์ทั้งสามห้ามปรามแล้ว จำเลยไม่เชื่อฟัง ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสาม บังคับให้จำเลยและบริวารออกไปห้ามมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องอีก กับให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามสำหรับค่าขาดประโยชน์จากการทำนาในที่ดินพิพาทสำหรับปี พ.ศ. ๒๕๒๙เป็นเงิน ๓๒,๔๐๐ บาท และปีต่อ ๆ ไปอีกปีละ ๓๒,๔๐๐ บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายหึมบิดาจำเลยนายหึมรับมรดกมาจากนายจันทร์ เหมือนพระ ได้ประมาณ ๔๕ ปีแล้วเดิมเป็นที่ดินแปลงใหญ่ เนื้อที่ประมาณ ๑๐๐ ไร่ ครั้นปี พ.ศ. ๒๕๒๐นายหึมแบ่งขายให้ผู้อื่นไปประมาณ ๑๓ ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๑นายหึมได้นำที่ดินส่วนที่เหลือประมาณ ๘๐ ไร่ ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) แต่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งว่าราษฎรแต่ละคนจะมีที่ดินเกินกว่า ๕๐ ไร่ไม่ได้ นายหึมจึงออก น.ส.๓ ก.เป็นชื่อตนเอง ๔๒ ไร่เศษ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือคือที่ดินพิพาทได้ใส่ชื่อของนางเสียบภริยาใหม่ของตนแทน และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ นายหึมได้ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยเข้าร่วมครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน๒๕๒๗ นางคล้อยและโจทก์ทั้งสามจะซื้อที่ดินพิพาทจากนางเลียบจำเลยและนายหึมจึงแจ้งให้ทราบว่านางเลียบมิใช่เจ้าของห้ามมิให้นางคล้อยและโจทก์ทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทจำเลยและนายหึมครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๒๗ ตลอดมาจนถึงปัจจุบันเกินกว่า ๑ ปีแล้วโจทก์ทั้งสามมิได้ฟ้องคดีภายใน ๑ ปี ฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความ ค่าเสียหายปีหนึ่งไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไปให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสาม เป็นเงิน ๒๑,๒๕๐ บาท และในอัตราปีละ ๒๑,๒๕๐ บาท นับแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ นายหึมบิดาจำเลยได้ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินของตนเนื้อที่ ๘๐ ไร่เศษเป็น ๒ แปลง โดยใส่ชื่อตนเองเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ ๑ แปลงอีกแปลงหนึ่งคือที่ดินพิพาทนี้ให้ใส่ชื่อนางเลียบ ภริยาน้อยของตนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.๑ พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๗ นางเลียบได้ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทให้นางคล้อยในราคา ๗๐,๐๐๐ บาท และนางคล้อยได้ถึงแก่กรรมเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๙ โจทก์ทั้งสามได้จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทจากนางคล้อย เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๒๙ปัจจุบันจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำนาในที่ดินพิพาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามมีว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาท หาใช่เป็นการอาศัยสิทธิการเช่าจากโจทก์และเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์แต่การที่ นางคล้อยภริยาโจทก์ที่ ๑ซื้อที่ดินพิพาทจากนางเลียบภริยานายหึม นั้น นายหึมได้รู้เห็นยินยอมแล้ว สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางคล้อยกับนางเลียบจึงมีผลสมบูรณ์และมีผลผูกพันนายหึมด้วย คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามต่อไปว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายหึมหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงในปัญหาข้อนี้แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายหึมและเป็นการครอบครองแทนนายหึม เมื่อนายหึมต้องผูกพันตามสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่ นางเลียบทำกับนางคล้อยดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จึงถือว่านางเลียบและนายหึมได้โอนการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นางคล้อยตามสัญญาซื้อขายไปแล้วและข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือเป็นเจตนายึดถือเพื่อตน อันเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าโจทก์มิได้ฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ มาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ทั้งสามได้ พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5754/2533 นายชอง กมลเดช กับพวก โจทก์ นายหวด เหมือนพระ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชอง กมลเดช กับพวก · จำเลย - นายหวด เหมือนพระ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นายวรพล ชวรุ่ง · ศาลอุทธรณ์ - นายประเสริฐ ศรีสุข
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 472/2526ฎีกา 945/2537ฎีกา 3089/2537ฎีกา 3421/2538ฎีกา 1153/2501ฎีกา 6405/2550ฎีกา 1280/2492ฎีกา 7619/2543ฎีกา 2113-2114/2530ฎีกา 1686/2520ฎีกา 7706/2548ฎีกา 2938/2519ฎีกา 5393/2540ฎีกา 5051/2541ฎีกา 1131/2502ฎีกา 7214/2538ฎีกา 1575/2531ฎีกา 2923/2535ฎีกา 7546/2542ฎีกา 178/2485ฎีกา 546/2532ฎีกา 1093/2500ฎีกา 5007/2540ฎีกา 1348/2508
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา