⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5774/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5774/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างชัดเจน ถือว่าฟ้องไม่เคลือบคลุม แม้จะมิได้ลงรายละเอียดในบางส่วนที่ไม่เป็นสาระสำคัญต่อการต่อสู้คดีก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2เอาประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ 3 สำหรับรถยนต์คันเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ชนถูกรถยนต์ที่โจทก์กับพวกโดยสารมาพลิกคว่ำที่ถนนบริเวณพุทธมณฑล ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล และต้องขาดประโยชน์ทางทำมาหาได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามให้รับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ได้ความชัดว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์ที่โจทก์โดยสารมา ณ สถานที่ใด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร ทั้งจำเลยทั้งสามต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพราะเหตุใด เป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว การที่ฟ้องโจทก์มิได้กล่าวว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยอาการอย่างไร ถนนที่เกิดเหตุเป็นถนนสายใดในบริเวณพุทธมณฑลนั้นไม่เป็นข้อสำคัญถึงขนาดจะทำให้จำเลยทั้งสามไม่เข้าใจข้อหาได้ ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน๘๓ - ๑๙๗๗ กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เอาประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนชนถูกรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๔ ข - ๐๒๕๓ กรุงเทพมหานครพลิกคว่ำที่ถนนบริเวณพุทธมณฑล ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ทำให้โจทก์กับพวกซึ่งโดยสารมากับรถยนต์คันดังกล่าวได้รับอันตรายสาหัส แล้วจำเลยที่ ๑ หลบหนีไป ต่อมาจำเลยที่ ๑ถูกดำเนินคดีอาญาฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัส ศาลจังหวัดนครปฐมพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ให้จำคุก ๖ เดือน ๑๕ วัน การกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลรวม ๖๑,๑๑๓ บาท ปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้อง และต้องเสียค่าผ่าตัดและทำกายภาพบำบัดอีกเป็นเงินอย่างต่ำ ๔๐,๐๐๐ บาท หลังเกิดเหตุโจทก์ทำงานไม่ได้ต้องถูกออกจากงาน ทำให้ขาดประโยชน์ทางทำมาหาได้ในอนาคตคิดเป็นเงิน๑๐๐,๐๐๐ บาท รวมค่าเสียหาย ๒๐๑,๑๑๓ บาท ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่บรรยายว่าจำเลยที่ ๑ ขับรถด้วยความประมาทอย่างไร เหตุที่รถชนกันเพราะความประมาทของโจทก์เอง เพราะโจทก์ขับรถออกจากจุดที่จอดริมถนนที่เกิดเหตุเลี้ยวตัดหน้ารถของจำเลยที่ ๑ อย่างกระชั้นชิดโดยไม่ระมัดระวัง จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถหยุดรถได้ทัน โจทก์เสียหายอย่างมากไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ขับรถด้วยความประมาทอย่างไรจึงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสทำให้จำเลยที่ ๓ เสียเปรียบไม่อาจต่อสู้คดีได้ เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์เสียหายไม่เกิน๑๐,๐๐๐ บาท หากจำเลยที่ ๓ ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายไม่เกินวงเงินตามตารางกรมธรรม์ไม่เกิน ๒๕,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม เพราะมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามฟ้องของโจทก์บรรยายความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ได้เอาประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ ๓ สำหรับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ได้ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ชนถูกรถยนต์เก๋งที่โจทก์กับพวกโดยสารมาพลิกคว่ำที่ถนนบริเวณพุทธมณฑล ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล และต้องขาดประโยชน์ทางทำมาหาได้ จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสามให้รับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ดังนี้ ได้ความชัดแล้วว่า โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์บรรทุกโดยประมาทชนรถยนต์เก๋งที่โจทก์โดยสารมา ณ สถานที่ใด และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไรกับทั้งจำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพราะเหตุใด นับว่าโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง แล้ว ส่วนการที่ฟ้องโจทก์มิได้กล่าวว่าจำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์บรรทุกด้วยอาการอย่างไร และถนนที่เกิดเหตุเป็นถนนสายใดในบริเวณพุทธมณฑลนั้น ไม่เป็นข้อสำคัญจนถึงขนาดจะทำให้จำเลยทั้งสามไม่สามารถเข้าใจข้อหาได้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5774/2533 นางสาวมธุวลี สถิตย์รัตนชีวิน โจทก์ นายอุระ สุริยะวงศ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวมธุวลี สถิตย์รัตนชีวิน · จำเลย - นายอุระ สุริยะวงศ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวิน อักขรายุธ · ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล · ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายปรีชา เกษมสวัสดิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 5473/2548ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 6105/2531ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 4484/2536ฎีกา 1687/2497ฎีกา 226/2532ฎีกา 1003/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา