คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6297/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้นำยึดทรัพย์สินของบุคคลภายนอก โดยอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของบุคคลภายนอกนั้น ซึ่งบุคคลภายนอกย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
2. ข้อเท็จจริงที่ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัยให้ได้ความเสียก่อน จึงจะวินิจฉัยว่าการกระทำของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นการละเมิดต่อเจ้าของทรัพย์สินหรือไม่
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยนำยึดทรัพย์สินของโจทก์อ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ขอให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าทรัพย์สินที่นำยึดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เช่นนี้ ข้อที่ว่าทรัพย์สินที่นำยึดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ใช่ของโจทก์ และลูกหนี้ตามคำพิพากษานำไปฝากโจทก์ไว้หรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่โต้เถียงกันอยู่ศาลต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความอย่างหนึ่งอย่างใดเสียก่อนแล้วจึงจะวินิจฉัยได้ว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ไม่ควรงดสืบพยานโจทก์จำเลย
เมื่อโจทก์มีเหตุอันสมควรที่จะเข้าใจว่าตนถูกโต้แย้งสิทธิก็ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีได้ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๒๙ จำเลยทั้งสองจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงร่วมกันนำชี้เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีร้องขัดทรัพย์ เสียชื่อเสียงเกียรติคุณหรือทางทำมาหาได้ และไม่อาจขายทรัพย์ที่ถูกยึดได้ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย
จำเลยทั้งสองให้การว่า ทรัพย์พิพาทเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยใช้สิทธิโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย และต่อสู้คดีอีกหลายประการ
ชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นละเมิด พิพากษายกฟ้อง
โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ทรัพย์สินซึ่งจำเลยทั้งสองนำยึดไว้เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้เป็นของโจทก์ทั้งสอง ไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และโจทก์ทั้งสองได้ร้องขัดทรัพย์ไว้ตามสิทธิของโจทก์ทั้งสองแล้วก็ควรจะรอฟังผลของคดีเรื่องนั้นก่อน การที่โจทก์ทั้งสองด่วนฟ้องคดีนี้เข้ามาจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่จำเลยทั้งสองนำยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ก็เพราะลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้นำทรัพย์สินที่ยึดไปมอบให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ทำการค้าแทน จำเลยทั้งสองนำยึดทรัพย์โดยถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองที่ว่าทรัพย์สินที่นำยึดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสองและอ้างว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษานำไปฝากโจทก์ทั้งสองไว้ เป็นข้อเท็จจริงที่โต้เถียงกันอยู่ จะต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความอย่างหนึ่งอย่างใดเสียก่อนแล้วจึงจะวินิจฉัยได้ว่าจำเลยทั้งสองทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองมีเหตุอันสมควรที่จะเข้าใจว่าตนถูกโต้แย้งสิทธิจึงย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องคดีนี้ได้
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6297/2533
นางสาววิไล กระสานติสุข กับพวก โจทก์
นายเฉลิมชัย เลิศศิริมงคลกุล กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสาววิไล กระสานติสุข กับพวก · จำเลย - นายเฉลิมชัย เลิศศิริมงคลกุล กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · นาม ยิ้มแย้ม · โสภณ จันเทรมะ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายบุญศรี แก้วสาร · ศาลอุทธรณ์ - นายประชุม ปิติสันต์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา