⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 989/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 989/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
โจทก์มีอำนาจฟ้องให้เจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจหน้าที่ในปัจจุบันดำเนินการแก้ไขทะเบียนที่ตนถูกลงชื่อไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะไม่ใช่ผู้ลงชื่อในทะเบียนดังกล่าวตั้งแต่แรกก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยเพิ่งมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานกิจการญวณอพยพจังหวัด อุบลราชธานี ภายหลังจากได้มีการจดแจ้งชื่อโจทก์ลงในทะเบียนบ้านคนญวนอพยพแล้วก็ตาม แต่ฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีสาระสำคัญขอให้จำเลยซึ่งเป็นหัวหน้าสำนักงานกิจการญวนอพยพจังหวัดอุบลราชธานีคนปัจจุบันถอนชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนบ้านคนญวนอพยพ เพราะลงชื่อไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะมิใช่ผู้จดแจ้งชื่อโจทก์ไว้ในทะเบียน โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง การที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่เคยไปติดต่อจำเลยให้ถอนชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนคนญวนอพยพก่อนฟ้องโดยไม่ได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การนั้น แม้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาก็ไม่เห็นสมควรวินิจฉัยให้ พ. คนสัญชาติไทยอยู่กินฉันสามีภรรยากับโจทก์ที่ 1คนสัญชาติญวนซึ่งเกิดในประเทศ ไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 โดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ให้กำเนิดโจทก์ที่ 2 เมื่อปีพ.ศ. 2510 ต่อมา พ.ศ. 2512 พ. และโจทก์ที่ 1 จึงได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย โจทก์ที่ 2 ไม่ใช่บุคคลที่ถูกถอนสัญชาติตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 ข้อ 1เพราะโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา ไม่ใช่บุคคลตามข้อ 1(1) (2) และ(3) ตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายง้วมกับนางวิน แซ่เลียด คนต่างด้าว สัญชาติญวน โจทก์ที่ ๑ เกิดในราชอาณาจักรไทย จึงเป็นคนสัญชาติไทย โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายไพบูลย์ เฉลิมพร คนสัญชาติไทยกับโจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ จึงเป็นคนสัญชาติไทย เมื่อประมาณเดือนตุลาคม ๒๕๑๙ จำเลยอ้างว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ เป็นคนต่างด้าวแล้วจำเลยเพิ่มชื่อโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ ลงในทะเบียนบ้านคนญวนอพยพเลขที่ ๑๑๑ หมู่ที่ ๖ ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อโจทก์ที่ ๕ เกิดมาจำเลยก็อ้างว่าโจทก์ที่ ๕ เป็นคนต่างด้าวและเพิ่มชื่อโจทก์ที่ ๕ ลงในทะเบียนบ้านคนญวนอพยพดังกล่าว การกระทำของจำเลยนั้นถือว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิเรื่องสัญชาติของโจทก์ทั้งห้า ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นคนสัญชาติไทย ให้จำเลยถอนชื่อโจทก์ทั้งห้าออกจากทะเบียนบ้านคนญวนอพยพดังกล่าว จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งห้าไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ ๒ถึงที่ ๕ เป็นบุตรโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติญวนที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราวโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ จึงต้องถูกถอนสัญชาติตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นบุคคลสัญชาติไทยให้จำเลยถอนชื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ออกจากทะเบียนบ้านคนญวนอพยพตามฟ้อง ให้ยกฟ้องสำหรับโจทก์ที่ ๑ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นคนสัญชาติญวนเกิดในราชอาณาจักรไทยเป็นภรรยาของนายไพบูลย์คนสัญชาติไทย มีบุตรด้วยกันเกิดในประเทศไทย ๔ คน คือโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์นายไพบูลย์เป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ และคดีระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ว่าโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าแม้จะได้ความว่าจำเลยเพิ่งมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานกิจการญวนอพยพ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่๑ ธันวาคม ๒๕๒๖ ภายหลังจากที่ได้มีการจดแจ้งชื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ลงในทะเบียนคนญวนอพยพแล้วก็ตาม แต่ตามฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ มีสาระสำคัญขอให้จำเลยซึ่งเป็นหัวหน้าสำนักงานกิจการญวนอพยพ จังหวัดอุบลราชธานีคนปัจจุบัน ถอนชื่อโจทก์ที่ ๒ถึงที่ ๕ ออกจากทะเบียนคนญวนอพยพ เพราะการลงชื่อโจทก์ที่ ๒ถึงที่ ๕ ไว้ในทะเบียนดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นแม้จำเลยจะมิใช่ผู้ที่จดแจ้งชื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ไว้ในทะเบียนนั้นโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ก็มีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ไปติดต่อกับจำเลยให้ถอนชื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๕ ออกจากทะเบียนคนญวนอพยพก่อนฟ้องคดีโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้นี้ไว้ในคำให้การ แม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาก็ไม่เห็นสมควรวินิจฉัยให้ ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒(๕) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาที่ว่า โจทก์ที่ ๒ จะต้องถูกถอนสัญชาติไทย ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ ข้อ ๑หรือไม่ ปัญหานี้แม้นายไพบูลย์คนสัญชาติไทยอยู่กินฉันสามีภรรยากับโจทก์ที่ ๑ คนสัญชาติญวนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ โดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย และให้กำเนิดโจทก์ที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๐ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ นายไพบูลย์และโจทก์ที่ ๑ จึงได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายก็ตาม เห็นว่า โจทก์ที่ ๒ ไม่ใช่บุคคลที่จะถูกถอนสัญชาติตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ ข้อ ๑ เพราะโจทก์ที่ ๑ ไม่ใช่บุคคลตามข้อ ๑(๑) (๒)และ (๓) ตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 989/2533 นางพรศรี เฉลิมพร กับพวก โจทก์ พันตำรวจโทเติมศักดิ์ ช้างแก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางพรศรี เฉลิมพร กับพวก · จำเลย - พันตำรวจโทเติมศักดิ์ ช้างแก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว · ศาลอุทธรณ์ - นายเทพฤทธิ์ ศิลปานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 4145/2532ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 2520/2544ฎีกา 1170/2505ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1593/2524ฎีกา 1733/2498
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา