⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1122/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1122/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนหลงผิดว่าสินค้ามาจากแหล่งผลิตเดียวกัน ย่อมถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า แม้จะใช้กับสินค้าต่างประเภทกันก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยต่างยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในสินค้าจำพวกที่ 5ซึ่งเป็นคำประดิษฐ์อักษรโรมันออกเสียงเหมือนกันว่า นิโคล ต่างกันแต่เพียงว่าของโจทก์เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ว่า NICOLE ของจำเลยเป็นตัวพิมพ์เล็กว่า nicole เช่นนี้ ถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกันอันอาจทำให้ประชาชนหรือผู้ซื้อผิดหลงได้ เมื่อจำเลยได้ใช้เครื่องหมายการค้ามาก่อน รวมทั้งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วกับสินค้าจำพวก 38รวมทั้งโฆษณาสินค้าดังกล่าวทางเอกสารสิ่งตีพิมพ์มาตลอด ในขณะที่โจทก์มิได้กระทำเลย อีกทั้งโจทก์อ้างว่าได้ลอกเลียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจากนิตยสารญี่ปุ่น เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงมิใช่เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้นอันจะถือว่าโจทก์เป็นเจ้าของได้ กรีณีจึงถือได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าโจทก์ ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าของโจทก์ อันอาจทำให้ประชาชนหรือผู้ซื้อหลงเข้าใจว่าสินค้าของโจทก์เป็นของจำเลย แม้จะเป็นสินค้าต่างจำพวกกันก็ตาม ก็ย่อมทำให้จำเลยเสียหายได้ จำเลยย่อมมีสิทธิห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม.9 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม.16 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม.29

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ผลิตสินค้ากระเป๋าทำด้วยผ้าใบออกจำหน่าย และได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า NICOLE อ่านว่า นิโคล แต่จำเลยได้ยื่นคำคัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า NICOLE ในสินค้าจำพวกที่ ๕๐ สำหรับสินค้ากระเป๋าทำด้วยผ้าใบแต่ผู้เดียว ให้จำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอที่ ๑๓๖๘๗๘ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าคำว่า nicคดีดำที่ พ.๑๔๖๑/๒๕๓๓ นายเจือ นิยมแก้ว กับพวก โจทก์คดีแดงที่ ๗๕๓/๒๕๓๔ นายคง พุ่มพวง กับพวก จำเลยป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖ วรรคสองป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๓ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้อาศัยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์จำเลยให้การต่อสู้ไว้โดยชัดแจ้งว่าโจทก์ตกลงขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ได้ชำระเงินงวดแรกให้โจทก์แล้ว ส่วนที่เหลือตกลงจะชำระให้เมื่อโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยที่ ๑ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องคำให้การแล้ว กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า โจทก์ตกลงขายที่พิพาทให้แก่จำเลยโดยชำระราคาบางส่วนแล้วจริงหรือไม่ จึงเป็นการกำหนดประเด็นอย่างกว้าง ๆ ตามคำให้การของจำเลย ซึ่งย่อมรวมถึงการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ จำเลยที่ ๑ที่ชำระราคาบางส่วน และที่เหลือเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ อันเป็นลักษณะของสัญญาจะซื้อจะขายนั่นเองการที่จำเลยทั้งสองนำสืบตามคำให้การและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองอยู่ในที่พิพาทโดยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขาย จึงหาเป็นการนำสืบและวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองได้เข้ามาอาศัยปลูกบ้านหลังหนึ่งในที่ดินดังกล่าวของโจทก์บางส่วน โดยตกลงว่าจะขออยู่อาศัยเพียง ๒ - ๓ ปี ต่อมากำหนดเวลาดังกล่าวล่วงเลยมานานแล้ว โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย ที่ดินพิพาทหากโจทก์ให้ผู้อื่นเช่า จะได้ค่าเช่าอย่างต่ำเดือนละ ๒๐๐ บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไปกับให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๒๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ตกลงขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ ๑ ในราคา๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ชำระเงินให้โจทก์แล้ว ๑๔,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือตกลงจะชำระเมื่อโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยความยินยอมของโจทก์ ต่อมาโจทก์แจ้งจะขอเงินเพิ่มจากส่วนที่ยังค้างชำระเป็น ๒๔,๐๐๐ บาท และให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ยินยอม โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้ขออาศัยโจทก์อยู่ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องและคำให้การแล้ว คดีมีประเด็นพิพาทว่า (๑) โจทก์ให้จำเลยทั้งสองปลูกบ้านอาศัยในที่ดินพิพาทนี้ หรือโจทก์ตกลงขายที่พิพาทให้แก่จำเลยโดยชำระราคาบางส่วนแล้วจริงหรือไม่ (๒) โจทก์เสียหายหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือไม่ แต่จำเลยกลับนำสืบว่ามึการตกลงจะซื้อขายมีการชำระหนี้บางส่วน และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขายอันเป็นการนำสืบต่อสู้และวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น เห็นว่าคดีนี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1122/2534 นางสาวพรพิมล ลาภปรารถนา โจทก์ นายบุญศักดิ์ วัฒนหฤทัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวพรพิมล ลาภปรารถนา · จำเลย - นายบุญศักดิ์ วัฒนหฤทัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 1739/1739ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา