⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 147/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 147/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องมีสำเนาทะเบียนนักเรียนว่าผู้ร้องเป็นบุตร ส. กับผ.อยู่ที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเกิดวันที่ 30 มีนาคม 2481 และมีบุคคลหลายคนรู้จักผู้ร้องตั้งแต่ผู้ร้องยังเป็นเด็กว่าผู้ร้องเกิดในประเทศไทย ขณะ ผ. จะคลอดผู้ร้องนั้น ล. เป็นคนตามแพทย์มาทำคลอด และเห็นผู้ร้องวิ่งเล่นที่บ้านของ ล.เป็นประจำ จนกระทั่งผู้ร้องอายุ 8 ขวบ ป. เจ้าของร้านถ่าย รูปฉายาธงชัย กับ บ. ผู้ล้างและอัดรูปของร้านดังกล่าวยืนยันว่ารูปถ่าย หมาย ร.12,13,14ถ่ายที่ร้านฉายาธงชัย(ถ่าย ก่อนผู้ร้องเดินทางออกจากประเทศไทย) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติเวช มีความเห็นว่า น่าเชื่อว่าบุคคลตามภาพถ่ายหมาย ร.12 ถึงร.21เป็นบุคคลคนเดียวกันภาพถ่ายหมายร.21 เป็นภาพถ่ายของผู้ร้องซึ่งถ่าย ในประเทศไทย เมื่อ 2526 ดังนั้น จึงน่าเชื่อว่า ผู้ร้องเกิดในประเทศไทย ส่วนหลักฐานต่าง ๆ ที่ผู้ร้องทำขึ้นในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นก็เพราะความจำเป็นเพื่อความปลอดภัยและประโยชน์ของผู้ร้องขณะที่อยู่ในประเทศนั้น เมื่อผู้ร้องเป็นคนเกิดในประเทศไทยย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตาม พ.ร.บ. สัญชาติฯ มาตรา 3(3).

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2496 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นคนสัญชาติไทย เกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมา พ.ศ. 2490 ขณะที่ผู้ร้องอายุ 9 ขวบ ผู้ร้องเดินทางติดตามบิดามารดาไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมาบิดาผู้ร้องได้เดินทางกลับประเทศไทยและถึงแก่กรรม ส่วนผู้ร้องกับมารดาไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ เพราะเกิดสงครามในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมา พ.ศ. 2526 ผู้ร้องเดินทางกลับมาประเทศไทยและได้ยื่นคำร้องขอพิสูจน์สัญชาติต่อกองตรวจคนเข้าเมืองกรมตำรวจ แต่กองตรวจคนเข้าเมือง กรมตำรวจ สั่งยกคำร้อง ผู้ร้องจึงต้องใช้สิทธิทางศาลขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นคนสัญชาติไทย มีสิทธิอยู่ในประเทศไทยได้ ผู้คัดค้านคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้เกิดในประเทศไทย จึงไม่มีสัญชาติไทย ผู้ร้องเกิดที่เมืองกวางเจา จังหวัดกวางตุ้ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีสัญชาติจีน ผู้ร้องอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนานถึง 36 ปี ถือได้ว่าเป็นการสละสัญชาติแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหามีว่าผู้ร้องมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในประเทศไทยหรือไม่...ผู้ร้องมีหลักฐานสำเนาทะเบียนนักเรียนเอกสารหมาย ร.4 มาแสดงว่าผู้ร้องเป็นบุตรนายเส็งหรือยี่เส็งกับนางผู่ตี้อยู่ที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเกิดวันที่ 30 มีนาคม 2481 จริง นอกจากนี้ นายบวร สุขหรรษา นายสำอางค์สุขพัชรี นายจินดา เกิดลาภ นายสำราญ มีคุณ และนางทองหล่อ สุขขีไทยยังเบิกความเป็นพยานผู้ร้องยืนยันว่า ผู้ร้องเกิดในประเทศไทย และพยานรู้จักผู้ร้องตั้งแต่ผู้ร้องยังเป็นเด็ก และนางลำใย อรรถฉัตรเบิกความว่า ขณะนางผู่ตี้จะคลอดผู้ร้องนั้นพยานเป็นคนตามหมอมาทำคลอดและเห็นผู้ร้องจนกระทั่งผู้ร้องอายุ 8 ขวบ ผู้ร้องเที่ยววิ่งเล่นที่บ้านของพยานเป็นประจำ นางโบ๊ตัว แซ่เห่ง เบิกความว่า รูปถ่ายเอกสารหมาย ร.12, 13, 14 ถ่ายที่ร้านฉายาธงชัยของตน มีนายบ๊วยเตียงทำหน้าที่ล้างรูป อัดรูปและตียี่ห้อของร้านที่รูป และนายบ๊วยเตียงแซ่เฮง เบิกความยืนยันว่ารูปถ่ายเอกสารหมาย ร.12, 13, 14 ถ่ายที่ร้านฉายาธงชัยจริง ศาสตราจารย์วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ เบิกความว่าพยานทำงานที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ตำแหน่งศาสตราจารย์ทางนิติเวชศาสตร์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ตั้งแต่ พ.ศ. 2526มีความเชี่ยวชาญทางด้านนิติเวช การตรวจพิสูจน์ภาพถ่ายเป็นการปฏิบัติงานในหน่วยวัตถุพยานของภาควิชานิติเวช ซึ่งพยานเป็นหัวหน้าอยู่มีความเห็นว่า น่าเชื่อว่าบุคคลตามภาพถ่ายเอกสารหมาย ร.12 ถึง ร.21เป็นบุคคลเดียวกัน และได้ทำรายงานการตรวจวัตถุพยานส่งศาลตามเอกสารหมาย ป.ร.1 ปรากฏว่าภาพถ่ายเอกสารหมาย ร.21 เป็นภาพถ่ายของผู้ร้องซึ่งเพิ่งถ่ายในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2526 เห็นว่า พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมีน้ำหนักน่าเชื่อว่า ผู้ร้องเกิดในประเทศไทยจริง ส่วนหลักฐานต่าง ๆ ที่ผู้ร้องทำขึ้นในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นน่าเชื่อว่าผู้ร้องและมารดาจำเป็นต้องกล่าวอ้างเช่นนั้นเพื่อความปลอดภัยและประโยชน์ของผู้ร้องขณะที่อยู่ในประเทศนั้น พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของผู้คัดค้าน ฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นคนเกิดในประเทศไทยย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2456 มาตรา 3(3)..." พิพากษากลับว่า นายเนี้ยว วงษ์วิโรจน์หรือ ซิง ฟู เจิน ผู้ร้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 147/2534 นาย เนี้ยว วงษ์วิโรจน์ หรือ ซิง ฟู เจิ น โจทก์ พนักงานอัยการ จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เนี้ยว วงษ์วิโรจน์ หรือ ซิง ฟู เจิ น · ผู้คัดค้าน - พนักงานอัยการ จังหวัด พระนครศรีอยุธยา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1913/2520ฎีกา 2257/2519ฎีกา 3549/2528ฎีกา 1610/2498ฎีกา 3117/2535ฎีกา 2766/2528ฎีกา 3621/2551ฎีกา 4306/2528ฎีกา 899/2487ฎีกา 39/2530ฎีกา 62/2539ฎีกา 20/2536ฎีกา 9117/2539ฎีกา 1500/2542ฎีกา 2295/2543ฎีกา 810/2536ฎีกา 857/2511ฎีกา 199/2535ฎีกา 3005/2541ฎีกา 1805/2512ฎีกา 1166/2491ฎีกา 3190/2524ฎีกา 2213/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ