⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1613/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1613/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเฮโรอีนเพียงฐานเดียว เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีนและความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีการกระทำอันเป็นความผิดแตกต่างกันเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีนเพียงฐานเดียวโดยมิได้ฟ้องฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคแรก กรณีมิใช่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อมิใช่สาระสำคัญตามมาตรา 192 วรรคสอง และกรณีไม่ต้องด้วย มาตรา 192 วรรคสามศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจพิพากษาลงโทษในข้อหาดังกล่าวที่พิจารณาได้ความได้ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเฮโรอีน ศาลชั้นต้นลงโทษฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีน โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีนตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนของกลาง แต่ฟังได้ว่าจำเลยมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายและพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว เป็นการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในข้อหาจำหน่ายเฮโรอีนยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีนอีกจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.220 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.57

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายขายเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์ ซึ่งเป็นเกลือของเฮโรอีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7,8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2522) เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 ลงวันที่ 17 กันยายน 2522 ข้อ 1(1) ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 83 กับให้ริบเฮโรอีนของกลางและคืนเงินสด 56,000 บาทที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามจำหน่ายเฮโรอีนของกลาง พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15,66 วรรคสอง, 102 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2528 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2522) เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 ลงวันที่ 17 กันยายน 2522 ข้อ 1(1) ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ประกอบมาตรา 53 และ 80 จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพชั้นจับกุม สอบสวนและชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2รับสารภาพในชั้นจับกุม แต่ศาลก็มิได้หยิบยกคำรับของจำเลยทั้งสองประกอบการวินิจฉัยคดี จึงไม่มีเหตุสมควรลดโทษให้ริบเฮโรอีนของกลาง ส่วนเงินสด56,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อเฮโรอีนได้ความว่าเจ้าของรับคืนไปแล้วจึงไม่จำเป็นต้องสั่งคืนอีก โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน แต่ฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี จำเลยที่ 2 รับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้านมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันจำหน่าย ขาย เฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์ ซึ่งเป็นเกลือของเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภท 1 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองกำลังติดต่อขายเฮโรอีนของกลางให้ดาบตำรวจทองจิตต์ และได้ความว่า ขณะจำเลยทั้งสองถูกจับกุม เฮโรอีนของกลางยังอยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 1 เงินที่ใช้ล่อซื้อยังอยู่ในครอบครองของดาบตำรวจทองจิตต์ การซื้อขายเฮโรอีนจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นเพียงความผิดฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีน แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ลงโทษฐานนี้แต่ศาลก็มีอำนาจลงโทษได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 ส่วนการที่จำเลยทั้งสองมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองจำนวน164.44 กรัม อันมีน้ำหนักเกินกว่า 20 กรัม ซึ่งถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 15 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษก็ตาม แต่คำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสอง มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงไม่อาจลงโทษได้ และพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 16 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ประกอบ มาตรา 53 และ 80 จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือนศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนของกลาง แต่ฟังได้ว่าจำเลยทังสองมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เฮโรอีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม จำเลยทั้งสองต้องมีความผิดตามมาตรา 15 วรรคสอง และ 66 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด37 ปี 6 เดือน แล้ววินิจฉัยปัญหาศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนไม่ได้บรรยายฟ้องฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย ทั้งองค์ประกอบในความผิดสองฐานแตกต่างกัน การกระทำในการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายแตกต่างกันและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ก็ห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง จะถือว่าข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับคำฟ้อง มิใช้ข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ตามมาตรา 192 วรรคสอง ก็ไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงที่ได้ความเป็นคนละฐานความผิดกันทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องไว้ด้วย มาตรา192 วรรคสาม ก็มิได้ยกเว้นฐานความผิดนี้ไว้อันจะมิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ คำพิพากษาในส่วนนี้จึงไม่ชอบ และวินิจฉัยปัญหาโจทก์จะฎีกาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายเฮโรอีนได้หรือไม่ว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเฮโรอีน ศาลชั้นต้นลงโทษฐานพยายามจำหน่ายเฮโรอีน เท่ากับศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในข้อหาฐานจำหน่ายเฮโรอีนโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเฮโรอีนตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนของกลาง แต่ฟังได้ว่า จำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าว เห็นได้ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในข้อหาจำหน่ายเฮโรอีนยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีนอีกจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และให้ยกฎีกาของโจทก์ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1613/2534 พนักงานอัยการ จังหวัด ภูเก็ต โจทก์ นาย ปรีชา หรือ แดง กาวิน หรือ กาวิล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ภูเก็ต · จำเลย - นาย ปรีชา หรือ แดง กาวิน หรือ กาวิล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · อากาศ บำรุงชีพ · อุดม เฟื่องฟุ้ง
แหล่งที่มาADMIN

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 712/2559ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1220/2510ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 1294/2509ฎีกา 884/2484ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 2108/2536ฎีกา 831/2532ฎีกา 4883/2541ฎีกา 514/2486ฎีกา 1857/2492ฎีกา 278/2484ฎีกา 1271/2498
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · ADMIN