⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3600/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3600/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องเรียกเงินตามมูลสัญญา ไม่ใช่การฟ้องเรียกเงินตามเช็คโดยตรง จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดโดยอาศัยมูลของสัญญากู้เงินและสัญญาขายลดเช็ค มิใช่ฟ้องเรียกเงินตามเช็คโดยตรง เมื่อกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามป.พ.พ. มาตรา 164 แม้หลังจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่19 ตุลาคม 2525 แล้ว โจทก์ไม่ได้ติดตามทวงถามเงินตามเช็คเอาจากผู้สั่งจ่าย และเพิ่งแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม2527 ก็หาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่เพราะจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้มีหนี้ต้องชำระหนี้ให้ถูกต้องตามประสงค์แห่งมูลหนี้แต่กลับละเลยไม่สนใจชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เรื่อยไปตามกฎหมาย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.650 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1002

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของโจทก์ประเภทกู้เงินโดยขายลดเช็ค ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์และได้นำเช็คมาแลกเงินสดกับโจทก์ คือเช็คลงวันที่ 16 กันยายน2525 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันภายในวงเงินไม่เกิน 500,000บาท ประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ในการกู้ยืมเงินการขายลดเช็คหรือหนี้อื่น ๆ ทั้งที่เป็นหนี้อยู่แล้วในขณะทำสัญญาและหนี้ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า ต่อมาเมื่อครบกำหนดตามวันที่ลงในเช็ค โจทก์ได้เรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2525 โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยคงชำระหนี้ให้โจทก์แต่เพียงบางส่วนเท่านั้น ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน 278,971.76 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ21 ต่อปี จากจำนวนเงิน 207,737.66 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เป็นการเสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยการใช้สิทธิไม่สุจริตกล่าวคือ โจทก์อ้างว่าเช็คพิพาทลงวันที่ 16 กันยายน 2525สั่งจ่ายเงิน 500,000 บาท ซึ่งเป็นเช็คของห้างหุ้นส่วนจำกัดรำเพยโจทก์อ้างว่าได้นำไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงิน แต่ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2525 แล้วเหตุไฉนโจทก์จึงปล่อยปละละเลยไม่ฟ้องร้องคดีต่อผู้สั่งจ่ายภายในอายุความ1 ปี นับแต่เช็คถึงกำหนดแต่เพิ่งแจ้งให้จำเลยทราบตามหนังสือลงวันที่ 1 สิงหาคม 2527 เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพร้อมทั้งดอกเบี้ย ทั้ง ๆ ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดรำเพย ผู้สั่งจ่ายเช็คก็มีสำนักทำการงานอันแน่นอนอยู่แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้สินใด ๆ ต่อโจทก์ เช็คพิพาทขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้278,971.76 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากจำนวนเงิน 207,737.66 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้เถียงกันว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินโดยขายลดเช็คกับโจทก์เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 500,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2525จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์ และนำเช็คตามฟ้องลงวันที่16 กันยายน 2525 จำนวนเงิน 500,000 บาท มาขายลดให้โจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้นได้ทำสัญญาค้ำประกันลงวันที่ 26 มกราคม 2525ให้แก่โจทก์ไว้ภายในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท เป็นการค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่มีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาหรือหนี้ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1ชำระหนี้ให้แก่โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปีธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2525โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2529 ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอาศัยมูลของสัญญากู้เงินและสัญญาขายลดเช็คเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา มิใช่ฟ้องเรียกเงินตามเช็คโดยตรง สัญญากู้เงินและสัญญาขายลดเช็คนั้นกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะเป็นพิเศษเป็นอย่างอื่น จึงต้องใช้อายุความ10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 แม้เช็คตามฟ้องซึ่งจำเลยที่ 1 นำมาขายลดนั้นขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 ไปแล้ว โจทก์ก็ยังฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งสองได้ภายในอายุความ 10 ปีดังกล่าว คดีนี้จำเลยทั้งสองผิดสัญญาขายลดเช็คเมื่อปี 2525 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อปี 2529 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือไม่ จำเลยที่ 1อ้างว่า เช็คที่จำเลยที่ 1 ขายลดไว้แก่โจทก์นั้นถึงกำหนดวันที่16 กันยายน 2525 ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตั้งแต่วันที่19 ตุลาคม 2525 แต่โจทก์ไม่ติดตามทวงถามผู้สั่งจ่าย และเพิ่งแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบตามหนังสือลงวันที่ 1 สิงหาคม 2527 ให้จำเลยที่ 1 รับผิดพร้อมทั้งดอกเบี้ย ทำให้จำเลยที่ 1 เสียดอกเบี้ยมากข้อนี้เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์ มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ให้ถูกต้องตามความประสงค์แห่งมูลหนี้ แต่กลับละเลยไม่สนใจชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงย่อมมีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1เรื่อยไปตามกฎหมาย เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 เองที่ไม่ชำระหนี้จะถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหาได้ไม่..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3600/2534 บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ นวธน กิจ จำกัด โจทก์ นาย ปัญ จะ เหมือน สังข์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ นวธน กิจ จำกัด · จำเลย - นาย ปัญ จะ เหมือน สังข์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม มั่งมีดี · พนม พ่วงภิญโญ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3245/2534ฎีกา 1739/1739ฎีกา 2409/2551ฎีกา 425/2520ฎีกา 4082/2530ฎีกา 912/2490ฎีกา 6549/2542ฎีกา 1055/2492ฎีกา 2093/2532ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 1882/2518ฎีกา 1531/2526ฎีกา 104/2518ฎีกา 4564/2543ฎีกา 2224/2528ฎีกา 2768/2519ฎีกา 156/2513ฎีกา 408/2524ฎีกา 4122/2540ฎีกา 1049/2522ฎีกา 602/2490ฎีกา 960/2485ฎีกา 746/2533ฎีกา 1410/2525
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ