⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3902/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3902/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ระเบียบของโรงแรมที่กำหนดให้ผู้เข้าพักต้องแจ้งการนำรถยนต์มาจอดและระบุว่าหากไม่แจ้งจะไม่รับผิดชอบนั้น เป็นโมฆะหากผู้เข้าพักมิได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดนั้น 2. ผู้รับประกันภัยที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกให้ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ โดยไม่จำต้องทวงถามผู้ต้องรับผิดก่อน

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยอ้างว่าได้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องบังคับจำเลย โดยนำเอาสัญญาเช่าซื้อมานำสืบประกอบฐานะของผู้เอาประกันภัยว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ มิได้นำสืบบังคับตามสัญญาเช่าซื้อโดยตรง แม้สัญญาเช่าซื้อมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรมมีระเบียบว่าผู้เข้าพักต้องแจ้งให้ทางจำเลยทราบว่ามีรถยนต์เข้ามาจอดในที่จอดรถด้วย เพื่อจะได้จัดพนักงานดูแล มิฉะนั้นหากเกิดความเสียหายหรือสูญหายจำเลยจะไม่รับผิดชอบ ต่อมา ร.ได้เข้าพักในโรงแรมจำเลยโดยนำรถยนต์ไปจอดในที่จอดรถของโรงแรมจำเลย แต่ไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบ เมื่อปรากฏว่า ร.มิได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดดังกล่าวของจำเลย ระเบียบดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 677จำเลยจะบอกปัดความรับผิดไม่ได้ เมื่อรถยนต์ของ ร.หายไปจากที่จอดรถของโรงแรมจำเลย ร.ได้แจ้งให้ พ.ซึ่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมจำเลยทราบ แต่ พ.ปฏิเสธความรับผิด ดังนี้ ถือได้ว่า ร.บอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยและรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยเช่นนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องโดยไม่จำต้องทวงถามจำเลยก่อน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.75 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.226 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.677 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.880 ประมวลรัษฎากร ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยในการเรียกร้องเอาจากจำเลยในฐานะเจ้าของและผู้ประกอบกิจการโรงแรมที่รถยนต์เอาประกันภัยหายไป ขอให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน ๘๑,๙๒๓.๒๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของจำนวนเงิน ๘๐,๐๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยทราบฟ้องโจทก์เคลือบคลุม นายรุ่งโรจน์ อุดมวินิจศิลป์ ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ไม่มีสิทธินำรถยนต์ไปประกันภัยไว้กับโจทก์ นายรุ่งโรจน์นำรถยนต์ไปจอดในโรงแรมของจำเลยแต่มิได้แจ้งให้จำเลยทราบ การที่รถยนต์สูญหายถือได้ว่าเป็นความผิดของนายรุ่งโรจน์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๒๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนเกิดเหตุนายรุ่งโรจน์ อุดมวินิจศิลป์ ได้เข้าพักในโรงแรมของจำเลยโดยได้นำรถยนต์ไปจอดที่บริเวณที่จอดรถของโรงแรมจำเลย แล้วต่อมารถยนต์คันดังกล่าวหายไป แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เห็นว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยอ้างว่าได้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องบังคับจำเลย โดยนำเอาสัญญาเช่าซื้อมานำสืบประกอบฐานะของผู้เอาประกันภัยว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ มิได้นำสืบบังคับตามสัญญาเช่าซื้อโดยตรง แม้สัญญาเช่าซื้อจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังได้ ดังนั้น จึงต้องฟังว่านายรุ่งโรจน์เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามสัญญาประกันภัยหมาย จ.๔ จำเลยอ้างว่า นายรุ่งโรจน์ไม่ได้บอกว่าเข้าพักโรงแรมโดยมีรถยนต์มาด้วยและไม่ได้บอกฝากไว้ จำเลยไม่ต้องรับผิดในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมเห็นว่า แม้จะมีระเบียบว่า ผู้เข้าพักต้องแจ้งให้ทางโรงแรมทราบว่ามีรถยนต์มาจอดในที่จอดรถด้วยเพื่อจะได้จัดพนักงานคอยดูแล มิฉะนั้นหากเกิดความเสียหายหรือสูญหาย จำเลยจะไม่รับผิดชอบก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่านายรุ่งโรจน์ได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดดังกล่าวดังนั้นระเบียบดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๗ จำเลยจะบอกปัดความรับผิดไม่ได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดต่อโจทก์หรือโต้แย้งสิทธิโจทก์ จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ภายหลังจากที่นายรุ่งโรจน์ทราบว่ารถยนต์ตามฟ้องหายไปขณะที่จอดอยู่ภายในโรงแรมของจำเลยนายรุ่งโรจน์ได้แจ้งให้นายไพศาล สุวคนธ์ ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมทราบ แต่นายไพศาลปฏิเสธความรับผิด ดังนี้ย่อมถือได้ว่า นายรุ่งโรจน์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยและรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยเป็นคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้โดยไม่จำต้องทวงถามจำเลยก่อนอีก พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3902/2534 บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด โจทก์ บริษัทนครทักษิณ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด · จำเลย - บริษัทนครทักษิณ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชุม สุกแสงเปล่ง · ตัน เวทไว · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน · ศาลอุทธรณ์ - นายราเชนทร์ จัมปาสุต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1090/2530ฎีกา 10166/2539ฎีกา 394/2550ฎีกา 6938/2539ฎีกา 4790/2533ฎีกา 2721/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2501/2526ฎีกา 6239/2551ฎีกา 2423/2550ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 1882/2518ฎีกา 1660/2518ฎีกา 1940/2535ฎีกา 85/2540ฎีกา 3145/2545ฎีกา 1776/2541ฎีกา 312/2534ฎีกา 3005/2541ฎีกา 4977/2533ฎีกา 5162/2553ฎีกา 2425/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา