คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4680/2534
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือทรัพย์สินนั้นไว้ได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนำ แต่ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของเหรียญเงินที่ ว. นำไปจำนำแก่จำเลย แล้วจำเลยไม่ยอมคืนให้เมื่อมีการไถ่จำนำ ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยได้แย่งกรรมสิทธิ์ในเหรียญเงินของโจทก์มาเป็นของตน โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 จึงมีอำนาจฟ้อง.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2522 โจทก์ให้นายวีระพงษ์บุตรชายนำเหรียญเงินรัชกาลที่ 5 ของโจทก์ ชนิดราคาหนึ่งบาท จำนวน15 เหรียญ ไปจำนำไว้แก่จำเลยทั้งสามเป็นเงิน 1,500 บาท โจทก์ไม่ได้ไถ่ในกำหนด แต่ได้ส่งดอกเบี้ยตลอดมาจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม2527 โจทก์ไปขอไถ่ แต่จำเลยนำเหรียญชนิดอื่นซึ่งไม่ใช่ของโจทก์มาให้ การกระทำของจำเลยเป็นละเมิดทำให้โจทก์เสียหาย เหรียญของโจทก์เป็นเงินแท้และเป็นของเก่าโบราณ ปัจจุบันซื้อขายกันในท้องตลาดเหรียญละ 15,000 บาท ขอให้จำเลยทั้งสามคืนเหรียญเงินของโจทก์จำนวน 15 เหรียญ แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ขอให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่เคยนำเหรียญใด ๆ ไปจำนำไว้แก่จำเลยที่ 1 มีแต่นายกุ้ยเป้า แซ่เอี้ยว นำเหรียญตามเอกสารท้ายฟ้องจำนวน 15 เหรียญ ไปจำนำไว้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยจำเลยที่ 1 ไม่เคยรับจำนำเหรียญเงินลักษณะดังที่โจทก์ฟ้องจากโจทก์หรือนายวีระพงษ์หรือนายกุ้ยเป้า เหรียญพิพาทมีราคาอย่างมากไม่เกินเหรียญละ 100 บาท
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเหรียญของโจทก์ 15 เหรียญ แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเหรียญรวมเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว จำเลยทั้งสามฎีกาเฉพาะประเด็นข้อพิพาทที่ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่เท่านั้นโดยฎีกาว่าจำเลยมีนิติสัมพันธ์กับนายวีระพงษ์ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น ส่วนโจทก์แม้จะเป็นเจ้าของเหรียญจริงก็ไม่มีอำนาจฟ้อง อันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า เหรียญเงินที่นายวีระพงษ์นำไปจำนำไว้แก่จำเลยที่ 1 เป็นของโจทก์ และเหรียญเงินที่จำเลยที่ 1 มอบคืนให้เมื่อมีการไถ่จำนำมิใช่เหรียญเงินของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนำ แต่ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของเหรียญเงินที่นายวีระพงษ์นำไปจำนำแก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืนเหรียญเงินของโจทก์ให้เมื่อมีการไถ่จำนำ ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 ได้แย่งกรรมสิทธิ์ในเหรียญเงินของโจทก์มาเป็นของตนโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามได้
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4680/2534
นาง ฉลอง นา คบัลลังค์ โจทก์
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงรับจำนำ ยิ่ง ดี กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาง ฉลอง นา คบัลลังค์ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงรับจำนำ ยิ่ง ดี กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อัมพร ทองประยูร · ก้าน อันนานนท์ · อุดม เฟื่องฟุ้ง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา