⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4745/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4745/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้ร้องถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลย่อมมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของผู้ร้องได้ และหากข้อพิพาทเดิมสิ้นสุดลงโดยผลของคำสั่งดังกล่าว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้ร้องอีกต่อไป

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 เป็น ผู้จัดการมรดกร่วมกัน ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ผู้ร้องถึงแก่มรณะ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะ ผู้ร้องผลจึงเท่ากับมรดกของเจ้ามรดกคงมีแต่เพียงผู้คัดค้านที่ 1เป็นผู้จัดการมรดกคนเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามความประสงค์ของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 6 การที่ผู้ร้องอ้างพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.5 ก็เพื่อขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก แต่เมื่อไม่ได้มีผู้ร้องเป็นคู่ความพิพาทกับผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6โดยอ้างพินัยกรรมดังกล่าวต่อไปแล้วคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยถึงพินัยกรรมฉบับนั้นอีก หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกประการใดก็เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.188 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1713

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องเป็นบุตรขุนสมบัติพิทักษ์และนางสมบัติพิทักษ์ (นางตลับ มณีวัต) ผู้ร้องมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 5 คน นางตลับ มณีวัต ตายปี 2525 โดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ขุนสมบัติพิทักษ์ตายวันที่ 12 พฤศจิกายน 2529 โดยทำพินัยกรรมตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก แต่ข้อกำหนดพินัยกรรมบางข้อไม่สมบูรณ์ไม่สามารถจัดการมรดกตามข้อกำหนดในพินัยกรรมได้ ขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของขุนสมบัติพิทักษ์ และนางตลับ มณีวัต ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า พินัยกรรมที่ผู้ร้องอ้างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ร้องไม่อาจอาศัยพินัยกรรมดังกล่าวร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ขุนสมบัติพิทักษ์และนางตลับมณีวัต ร่วมกันทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ผู้คัดค้านทั้งหกในฐานะทายาทโดยธรรมและในฐานะผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของขุนสมบัติพิทักษ์และนางตลับ มณีวัต ผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 8 ยื่นคำร้องคัดค้านและแก้ไขคำร้องคัดค้านว่า พินัยกรรมที่ผู้ร้องอ้างเพื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกเป็นโมฆะ ทรัพย์สินในพินัยกรรมบางส่วนไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกและพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 23 ตุลาคม 2523 ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 อ้างถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2526 ซึ่งขุนสมบัติพิทักษ์ยกทรัพย์ให้ผู้คัดค้านที่ 7 และตั้งผู้คัดค้านที่ 8เป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านที่ 7 เป็นบุตรขุนสมบัติพิทักษ์และนางตลับ มณีวัต ผู้คัดค้านที่ 8 เป็นหลานเจ้ามรดกทั้งสอง และเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม จึงขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 8 เป็นผู้จัดการมรดกของขุนสมบัติพิทักษ์และนางตลับ มณีวัต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของขุนสมบัติพิทักษ์และนางสมบัติพิทักษ์ (นางตลับมณีวัต) ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 8 ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ผู้ร้องมรณะ ร้อยตำรวจตรีหญิงนงเยาว์ เสมรอด ขอเข้าเป็นคู่ความแทน อ้างว่าเป็นพี่สาวของผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่า การเป็นผู้จัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัวให้ยกคำร้อง และให้จำหน่ายคดีเฉพาะผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ถึง ที่ 6 ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ฎีกาขอให้ศาลมีคำสั่งว่า พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.5 เป็นโมฆะนั้น เห็นว่าคดีนี้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ต่างขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก โดยต่างอ้างว่ามีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมคนละฉบับ ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยถึงประเด็นว่าพินัยกรรมฉบับใดมีผลสมบูรณ์บังคับได้ตามกฎหมายเพื่อพิจารณาสั่งตั้งบุคคลเป็นผู้จัดการมรดก ในที่สุดศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรากฏว่าผู้ร้องถึงแก่มรณะศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะผู้ร้อง เพราะการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องสิ้นสุดลง ไม่ใช่กรณีจะให้ผู้ใดเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้ร้องได้เนื่องจากเป็นเรื่องเฉพาะตัวผู้ร้องดังนี้ ผลจึงเท่ากับมรดกของเจ้ามรดกดังกล่าวคงมีแต่เพียงผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกคนเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามความประสงค์ของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ตามที่ได้ยื่นคำร้องคัดค้านและขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้แต่ต้นนั่นเอง การที่ผู้ร้องอ้างพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.5 ก็เพื่อขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแต่ในขณะนี้ไม่ได้มีผู้ร้องเป็นคู่ความพิพาทกับผู้คัดค้านที่ 1ถึงที่ 6 โดยอ้างพินัยกรรมดังกล่าวต่อไปแล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยถึงพินัยกรรมฉบับนั้นอีก หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกประการใดก็เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาการขอเป็นผู้จัดการมรดกในคดีนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 ตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ต้องการ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4745/2534 นาง ลัก ษณา คำ ทอง ผู้ร้อง นาง ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ กับพวก ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - นาง ลัก ษณา คำ ทอง · ผู้คัดค้าน - นาง ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม มั่งมีดี · พนม พ่วงภิญโญ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1009/2497ฎีกา 1031/2537ฎีกา 2893/2531ฎีกา 749/2539ฎีกา 9059/2539ฎีกา 1861/2534ฎีกา 3959/2540ฎีกา 1098/2523ฎีกา 5750/2533ฎีกา 607/2539ฎีกา 2733/2548ฎีกา 2570/2536ฎีกา 2894/2552ฎีกา 774/2539ฎีกา 72/2542ฎีกา 9189/2547ฎีกา 802/2487ฎีกา 4029/2534ฎีกา 1424/2533ฎีกา 3423/2537ฎีกา 2902/2535ฎีกา 3911/2534ฎีกา 611/2527ฎีกา 5735/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา