⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2902/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2902/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอ้างว่าได้ครอบครองที่ดินโดยเจตนาเป็นเจ้าของโดยสงบและโดยเปิดเผยติดต่อกันมาเป็นเวลาสิบปี จะต้องไม่ถูกกระทบสิทธิมาตลอดระยะเวลาดังกล่าว และการครอบครองต้องครบสิบปีนับแต่วันที่เริ่มครอบครองจนถึงวันยื่นคำร้องขอ

ย่อคำพิพากษา

คำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินกล่าวว่า ผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 2645 ย่อมมีความหมายว่า ผู้ร้องทั้งสองได้ร่วมกันครอบครองที่ดินทั้งโฉนด ไม่จำต้องระบุเนื้อที่ดินความกว้างยาว อาณาเขต หรือแนบสำเนาโฉนดมา และที่กล่าวว่าได้ครอบครองเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว ก็มีความหมายว่าได้ครอบครองติดต่อกันมาจนถึงวันยื่นคำร้องขอเกินกว่าสิบปี เป็นการเริ่มครอบครองเมื่อก่อนสิบปี เป็นคำร้องขอที่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ.มาตรา 172 แล้วไม่เคลือบคลุม ตามคำร้องขอกล่าวว่าผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งรับรองกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองอันเป็นการจะต้องใช้สิทธิทางศาล ผู้ร้องทั้งสองหาได้กล่าวว่ามีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้องทั้งสองอันจะต้องทำเป็นคำฟ้องบุคคลผู้โต้แย้งสิทธิไม่ผู้ร้องทำเป็นคำร้องขอชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 188 แล้ว ที่ดินพิพาทมีการจดทะเบียนเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตลอดมาเกือบทุกปีนับแต่ที่ฝ่ายผู้ร้องอ้างว่าได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทการอ้างว่าได้เข้าครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจึงถูกกระทบสิทธิมาตลอด ไม่ถือว่าเป็นการครอบครองโดยความสงบด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาสิบปีตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1382 การครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากผู้คัดค้านจดทะเบียนรับโอนมาจนถึงวันยื่นคำร้องขอก็ยังไม่ครบสิบปี แม้จะฟังว่าฝ่ายผู้ร้องได้ครอบครองทำกินในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด ผู้ร้องทั้งสองก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.188 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองโฉนดเลขที่ 2645 ตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการขุดบ่อปลาและปลูกต้นไม้ริมบ่อ โดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นเวลานานเกินกว่าสิบปีแล้ว ขอให้ศาลสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่เคยครอบครองปรปักษ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2645 ผู้คัดค้านรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้มาจากผู้อื่นโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ผู้คัดค้านครอบครองตรวจตราที่ดินเป็นเวลาเจ็ดปี ไม่เคยมีผู้ใดโต้แย้ง คำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองเคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายว่าครอบครองตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใดและครอบครองที่ดินส่วนไหน เนื้อที่เท่าไหร่ ผู้ร้องทั้งสองไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอเพราะไม่เคยบอกกล่าวผู้คัดค้านให้ไปทำการโอนผู้คัดค้านมีตัวตน มีที่อยู่แน่นอน ชอบที่จะทำเป็นคำฟ้อง มิใช่คำร้องขอ ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาแรกตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่าคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ในคำร้องขอให้แสดงสิทธิครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทนี้ ผู้ร้องทั้งสองได้กล่าวแล้วว่าผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 2645ตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ย่อมมีความหมายว่าผู้ร้องทั้งสองได้ร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาททั้งโฉนด โดยไม่จำต้องระบุถึงเนื้อที่ดิน ความกว้างยาว หรืออาณาเขต หรือแนบสำเนาโฉนดมาในท้ายคำร้องขอดังที่ผู้คัดค้านฎีกา และที่ผู้ร้องทั้งสองกล่าวว่าได้ครอบครองเป็นเวลานานเกินกว่าสิบปีแล้วก็มีความหมายว่าผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันมาจนถึงวันยื่นคำร้องขอเกินกว่าสิบปีเป็นการเริ่มครอบครองเมื่อก่อนสิบปี เป็นคำร้องขอที่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 แล้ว หาเคลือบคลุมดังที่ผู้คัดค้านฎีกาไม่ ปัญหาต่อไป คดีนี้ต้องยื่นเป็นคำร้องขอหรือคำฟ้องดังที่ผู้คัดค้านฎีกาเห็นว่า ตามคำร้องขอได้กล่าวว่าผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งรับรองกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสองอันเป็นการจะต้องใช้สิทธิทางศาล ผู้ร้องทั้งสองหาได้กล่าวว่ามีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ร้องทั้งสองอันจะต้องทำเป็นคำฟ้องบุคคลผู้โต้แย้งสิทธิไม่ คดีนี้ทำเป็นคำร้องขอชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 แล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อต่อไปมีว่า ผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่...พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่ผู้ร้องทั้งสองนำสืบว่าผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของนับแต่ได้รับการยกให้จากนายเจิมเมื่อปี 2509 ตลอดมา และเมื่อนับรวมจากที่นายเจิมครอบครองมาจนถึงขณะที่ผู้ร้องทั้งสองนำสืบในคดีนี้เมื่อปี 2530เป็นเวลาประมาณ 30 ปี นั้น ปรากฏจากสารบัญจดทะเบียนของโฉนดที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย ล.4 ว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายปลั่งสุขแจ่ม ต่อมามีการจดทะเบียนโอนขายกันหลายทอด จนเมื่อปี 2504นายแดง แจ้งสว่าง ในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทได้จดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงนี้แก่นายแผ้ว กันเปี่ยมแจ่ม ปี 2509 จึงได้ไถ่ถอนจำนองแล้วจดทะเบียนขายฝากแก่นายจรัญ ไมตรียานนท์ ในปีเดียวกันจนปี 2511 จึงจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝาก แล้วจดทะเบียนขายฝากให้แก่นางส้วน เจริญพงษ์นาวิน กับพวก อีกทีหนึ่งโดยมิได้ไถ่ถอนการขายฝาก ปี 2512 นางส้วนกับพวกได้จดทะเบียนโอนขายคืนให้แก่นายแดง ในปีเดียวกันนายแดงได้จดทะเบียนขายฝากแก่เรือโทเล็กเหลืองตระกูล โดยไม่มีการไถ่ถอนการขายฝากปี 2514 เรือโทเล็กได้จดทะเบียนขายให้แก่นายประชุม ธรรมสุวรรณ ปี 2519 นายประชุมได้จดทะเบียนแบ่งขายบางส่วนของที่ดินพิพาทให้แก่กรมทางหลวงเพื่อทำเป็นถนนสาธารณะ วันที่ 23 มีนาคม 2522 นายประชุมได้จดทะเบียนโอนขายส่วนที่เหลือให้แก่นายมนู แซ่โง้ว และวันที่ 6กันยายน 2522 นายมนูจึงได้จดทะเบียนโอนขายให้แก่ผู้คัดค้านอีกต่อหนึ่ง จะเห็นได้ว่าที่ดินพิพาทแปลงนี้มีการจดทะเบียนเกี่ยวสิทธิในที่ดินตลอดมาเกือบทุกปีนับแต่ที่ฝ่ายผู้ร้องอ้างว่าได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท การอ้างว่าได้เข้าครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของจึงถูกกระทบสิทธิมาตลอด ไม่ถือว่าเป็นการครอบครองโดยความสงบด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาสิบปีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 การครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากผู้คัดค้านจดทะเบียนรับโอนมาจนถึงวันยื่นคำร้องก็ยังไม่ครบสิบปี แม้จะฟังว่าฝ่ายผู้ร้องได้ครอบครองทำกินในที่ดินพิพาทมาโดยตลอดผู้ร้องทั้งสองก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองจึงไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่าผู้คัดค้านรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตหรือไม่ และผู้รับโอนคนก่อน ๆต่อจากผู้คัดค้านรับโอนมาโดยสุจริตหรือไม่ตามฎีกาของผู้คัดค้านในข้อต่อไป ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลของศาลล่างทั้งสองฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2902/2535 นาย มนตรี รัก การ กับพวก ผู้ร้อง นาย ดำรง เจีย มทองศ รี ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - นาย มนตรี รัก การ กับพวก · ผู้คัดค้าน - นาย ดำรง เจีย มทองศ รี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพ็ง เพ็งนิติ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · บุญธรรม อยู่พุก
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 272/2490ฎีกา 1889/2511ฎีกา 4415/2528ฎีกา 8680/2551ฎีกา 4092/2543ฎีกา 6105/2531ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ