⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 526/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 526/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฝ่าฝืนป้ายจราจร "หยุด" และการขับรถด้วยความประมาทอย่างร้ายแรง ถือเป็นความประมาทของผู้กระทำผิดฝ่ายเดียว แม้การรถไฟจะไม่มีแผงกั้นทางก็ตาม.

ย่อคำพิพากษา

ใกล้บริเวณที่เกิดเหตุมีป้ายจราจรติดตั้งไว้ 2 ป้าย ป้ายแรกเขียนว่า ให้ระวังรถไฟ และอีกป้ายหนึ่งเขียนว่า หยุด แต่จำเลยที่ 1ไม่ได้หยุดรถ และเมื่อเห็นรถไฟแล่นมาขณะอยู่ห่างประมาณ 30 เมตรจำเลยที่ 1 เร่ง เครื่องยนต์เพื่อขับข้ามทางรถไฟให้พ้น แต่ไม่ทันจึงเป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับชนกับรถไฟ ดังนี้ จำเลยที่ 1ละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร กลับฝ่าฝืนและเสี่ยงภัยอย่างชัดแจ้งตามพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความประมาทอย่างร้ายแรงแม้การรถไฟแห่งประเทศไทยโจทก์ไม่มีแผงกั้นทางขณะรถไฟแล่นผ่านที่เกิดเหตุ ก็ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทด้วย แต่เป็นความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว โจทก์เคยตกลงค่าเสียหายกับพนักงานสอบสวนตามบันทึกประจำวันว่าโจทก์เสียหาย 50,000 บาท บันทึกดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินความเสียหายชั้นต้น แต่ค่าเสียหายที่แท้จริงจะต้องรอตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ไม่อาจถือได้ว่าข้อความที่บันทึกไว้ในเอกสารนั้นเป็นค่าเสียหายที่แน่นอนแล้ว โจทก์มีระเบียบในการคิดค่าเสียหายไว้ใช้เป็นหลักในการคิดค่าเสียหาย ไม่ได้ใช้เฉพาะกับกรณีของจำเลยเท่านั้น ค่าขาดประโยชน์โจทก์ได้คิดเปรียบเทียบกับรถยนต์ว่าควรจะเป็นเท่าใด มีรายละเอียดที่พอเชื่อ ถือได้ ส่วนค่าปั้นจั่นยกรถแม้ปั้นจั่นจะเป็นของโจทก์ แต่ก็ต้องมีการขนย้ายและเสียค่าใช้จ่ายเมื่อจำเลยที่ 1 ทำละเมิดก็ต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าว.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.442

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 ซึ่งเอาประกันภัยค้ำจุนไว้กับบริษัทจำเลยที่ 3 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทขณะจำเลยที่ 1 ขับถรยนต์ใกล้ถึงทางตัดผ่านทางรถไฟบริเวณที่หยุดรถ จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรที่กไนดไว้ให้จำเลยต้องระวังและหยุดรถก่อนถึงทางรถไฟเพื่อดูว่ามีรถไฟผ่านหรือไม่ก่อน ทั้ง ๆ ที่มีรถยนต์คันอื่นหยุดรถรออยู่ก่อนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 กลับขับรถยนต์แซงรถยนต์คันที่จอดรอ ข้ามทางรถไฟซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ขบวนรถไฟของโจทก์ลากจูงโดยรถจักรสีเซลกำลังแล่นผ่านทางตอนนั้นพอดี สุดความสามารถที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์จะหยุดขบวนรถไฟได้ทัน จึงชนกับรถยนต์คันดังกล่าว ทำให้รถยนต์ตกไปข้างทางรถไฟ รถจักรสีเซลตกราง 2 ล้อและได้รับความเสียหาย ทางรถไฟชำรุดเสียหาย รถไฟที่ตกรางกีดขวางการเดินรถทำให้ขบวนรถอื่น ๆ เสียเวลา โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันและแทนกันชำระค่าเสียหาย 112,186 บาทให้โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและจาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การว่า ความเสียหายของรถไฟขบวนที่ 349ไม่ได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว เป็นเพราะความประมาทของโจทก์ด้วยบริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนกว้างมีทางแยกทางโค้ง โจทก์มีเพียงเครื่องหมายวงกลมบอกให้หยุดรถ โดยไม่มีที่กั้นไม่ให้รถยนต์ฝ่านทางรถไฟขณะที่มีรถไฟแล่นผ่าน โจทก์ไม่มีพนักงานคอยดูแลความปลอดภัยและให้สัญญาว่า เวลาใดรถยนต์แล่นผ่านได้หรือไม่ ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ถึงที่เกิดเหตุเป็นทางโค้งมีต้นไม้ขึ้นหนาทึบไม่อาจมองเห็นสัญญาณหรือรางรถไฟได้ว่าบริเวณดังกล่าวมีรถไฟผ่าน พนักงานของโจทก์เห็นจำเลยที่ 1ขับรถยนต์มาถึงที่เกิดเหตุในระยะไกลไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดูแลความปลอดภัยตามสมควร ไม่หยุดรถไฟทำให้รถไฟชนกับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับรถไฟไม่ได้ตกราง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหากเรียได้ก็ไม่เกิน 2,000 บาท ค่าจัดรถไฟเดินแทนรถไฟคันที่เกิดเหตุไม่เกิน 9,000 บาท ค่าซ่อมบำรุงทางรถไฟมิได้มีการจ่ายจริงทางรถไฟไม่เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ดจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายโจทก์รวม 71,272.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2527 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระให้โจทก์เสร็จ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์รวม 71,270 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2527เป็นต้นไปจรกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระให้โจทก์เสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัว่า "ปัญหาจะต้องวินิจฉัยข้อแรกมีว่า โจทก์มีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่รถเกิดชนกันนี้เพราะจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ตัดหน้ารถไฟในระยะกระชั้นชิด ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าการที่โจทกืไม่จัดให้มีแผงกั้นทางขณะรถไฟแล่นผ่านที่ถนนตัดผ่านถือว่าโจทก์มีส่วนประมาทอยู่ด้วยนั้น ข้อนี้ได้ความว่าใกล้บริเวณที่เกิดเหตุมีป้ายจราจรติดตั้งไว้ 2 ป้าย ป้ายแรกเขียนว่าให้ระวังรถไฟ และอีกป้ายหนึ่งเขียนว่าหยุด ก่อนถึงทางรถไฟประมาณ5 เมตร จำเลยไม่ได้หยุดรถ และเมื่อเห็นรถไฟแล่นมาขณะอยู่ห่างประมาณ 30 เมตร ำจเลยที่ 1 ได้เร่งเครื่องเพื่อให้พ้นแต่ไม่ทันจึงเป็นเหตุให้ชนกับรถไฟ เห็นว่าจำเลยละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรตรงกันข้ามกลับฝ่าฝืนและเสี่ยงภัยอย่างชัดแจ้ง ตามพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความประมาทอย่างร้ายแรง กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ประมาทแต่ฝ่ายเดียว ที่โจทก์ไม่มีแผงกั้นทางขณะรถไฟแล่นผ่านที่เกิดเหตุไม่อาจถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทด้วย ฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาว่าค่าเสียหายมีเพียงใดนั้นจำเลยที่ 3 ฎีกาว่าค่าเสียหายมากเกินสมควร เพราะฝ่ายโจทก์ได้เคยตกลงค่าเสียหายกับพนักงานสอบสวนตามบันทึกประจำวันเอกสารหมายจ.2 ว่าโจทก์เสียหาย 50,000 บาท เห็นว่าตามเอกสารดังกล่าวเป็นเรื่องประเมินความเสียหายชั้นต้น แต่ค่าเสียหายที่แท้จริงจะต้องรอตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่อาจถือได้ว่าข้อความที่บันทึกไว้ในเอกสารนั้นเป็นค่าเสียหายที่แน่นอนแล้ว สำหรับข้อที่จำเลยที่ 3ฎีกาว่า โจทก์คิดค่าเสียหายมากเกินไป ผิดหลักที่ว่ค่าแรงจะไม่สูงกว่าค่าอะไหล่ ค่าขาดประโยชน์ก็เป็นเรื่องที่คาดการณ์ ปกติแล้วก็ไม่ได้เต็มตามที่โจทก์คิดเอาไว้ และเรื่องค่าปั้นจั่นนั้นปั้นจั่นก็เป็นของโจทก์ไม่น่าจะต้องเสียค่าจ้างอีก เห็นว่าโจทก์ได้มีระเบียบในการคิดค่าเสียหายไว้ใช้เป็นหลักในการคิดค่าเสียหายไม่ได้ใช้เฉพาะกรณีของจำเลยที่ 3 นี้เท่านั้น สำหรับค่าขาดประโยชน์นั้นโจทก์ก็ได้คิดเปรียบเทียบกับรถยนต์ว่าควรจะเป็นเท่าใด มีรายละเอียดที่พอเชื่อถือได้ สำหรับค่าปั้นจั่นนั้นแม้ปั้นจั่นจะเป็นของโจทก์ แต่ก็ต้องมีการขนย้ายและเสียค่าใช้จ่ายเมื่อจำเลยที่ 1 ทำละเมิดก็ต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าวอนึ่ง จำเลยที่ 3 เคยให้ตัวแทนไปติดต่อกับโจทก์เรื่องค่าเสียหายโจทก์ได้เคยแจ้งให้ทราบว่าค่าเสียหายต่ำสุดที่จำเลยที่ 3 จะต้องชำระนั้นเป็นจำนวน 92,670 บาท ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทกืจำนวน 71,270 บาท จึงสมควรและเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3อยู่แล้ว ฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 526/2534 การรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ นาย กิมเลี้ยง เหรา หรือ ศรีเหรา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - การรถไฟแห่งประเทศไทย · จำเลย - นาย กิมเลี้ยง เหรา หรือ ศรีเหรา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุระ หวังอ้อมกลาง · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · เพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 1479/2542ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 8137/2538ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ