⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1449/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1449/2535

ป.อาญา ม.72, 78, 185

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดเพราะความมึนเมาสุราหรือการกระทำผิดเพราะบันดาลโทสะ ไม่ใช่เหตุที่จะนำมาอ้างเป็นเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทำผิดในเวลากลางวัน มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ถึงสองคนหลังเกิดเหตุราว 1 ชั่วโมง เจ้าพนักงานตำรวจก็จับกุมจำเลยได้ ในลักษณะที่เสื้อผ้าของจำเลยยังเปรอะเปื้อนโลหิตของผู้ตายนอกจากนี้ยังมีวัตถุพยานคือ ขวานเปื้อน โลหิตที่มีเส้นผมติดอยู่ทั้ง2 เล่ม ในที่เกิดเหตุ ซึ่งสามารถตรวจพิสูจน์ได้ว่าคราบโลหิตทั้งหมดเป็นโลหิตมนุษย์หมู่เดียวกัน เส้นผมของกลางก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับเส้นผมของผู้ตาย พยานหลักฐานดังกล่าวพอรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด ดังนั้น แม้จำเลยจะให้การรับว่าทำร้ายผู้ตายจริงคำรับของจำเลยก็ไม่เป็นประโยชน์แก่ศาลในการพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษ และการที่จำเลยกระทำผิดเพราะความมึนเมาสุราความมึนเมาก็มิใช่เหตุบรรเทาโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 78 จำเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุกระทำผิดขึ้นก่อน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นบันดาลโทสะ.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.72 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.185

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.72 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.185 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,289, 339 ริบของกลาง คืนเงินจำนวน 67.25 บาท แก่เจ้าของและให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสุรา 1 ขวด ราคา 40 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพว่าฆ่าผู้ตายจริงโดยบันดาลโทสะเนื่องจากผู้ตายด่าว่าจำเลย ไม่ได้ฆ่าเพื่อชิงทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(6)(7), 339 วรรคท้าย เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 289(6)(7) ซึ่งเป็นบทหนักให้ประหารชีวิตจำเลย ริบขวานของกลาง คืนเงิน 67.25 บาท แก่เจ้าของ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสุรา 1 ขวด ราคา 40 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ขณะที่เด็กหญิงรำพึง เชิดโคกสูง ผู้ตายกับน้องอีกสองคนคือเด็กชายประสาน เชิดโคกสูง และเด็กชายสุรเดชเชิดโคกสูง อยู่ที่บ้านซึ่งเปิดเป็นร้านขายของชำ จำเลยได้เข้าไปในบ้านหยิบขวดสุราไปดื่มแล้วพูดขอเงินผู้ตาย เมื่อผู้ตายให้เงิน10 บาท จำเลยก็ขออีก 10 บาท ผู้ตายไม่ให้ จำเลยพูดว่าถ้าไม่ให้จะเอาไปฆ่า เมื่อผู้ตายไม่ให้เงิน จำเลยก็ฉุดมือผู้ตายพาไปที่บ้านของบิดาจำเลยซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน น้องทั้งสองคนของผู้ตายตามออกไปเห็นจำเลยพาผู้ตายเข้าไปในครัว น้องทั้งสองคนของผู้ตายกลัวจึงวิ่งหนีกลับบ้าน ต่อมาสักครู่หนึ่ง จำเลยซึ่งตามตัวเปรอะเปื้อนโลหิตได้เดินไปค้นเอาเงินในกระป๋องใส่เงินในบ้านผู้ตายแล้วก็ออกจากบ้านไป น้องทั้งสองของผู้ตายวิ่งไปดูก็พบผู้ตายนอนตายอยู่ในครัว มีขวาน 2 เล่ม เปื้อนโลหิตวางอยู่ใกล้ ๆ ศพผู้ตายจึงวิ่งไปบอกเพื่อนบ้านซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน มีชาวบ้านไปแจ้งความต่อมาเวลาประมาณ 10 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้ที่ที่พักคนโดยสารประจำทาง ขณะถูกจับกุมจำเลยมีอาการเมาสุราและมีโลหิตติดอยู่ที่เสื้อผ้า เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเงิน 67.25 บาทในตัวจำเลย พนักงานสอบสวนไปดูสถานที่เกิดเหตุ พบผู้ตายมีบาดแผลที่ลำคอ แก้มและคิ้วนอนตายอยู่ในครัว ได้ทำรายงานชันสูตรพลิกศพไว้ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.3 พนักงานสอบสวนส่งขวาน เส้นผมซึ่งติดอยู่ที่ขวาน เสื้อกางเกงและรองเท้าเปื้อนโลหิตของจำเลยไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่า คราบโลหิตที่ขวานและที่เสื้อกางเกงกับรองเท้าของจำเลยเป็นคราบโลหิตมนุษย์หมู่เดียวกัน เส้นผมที่ติดอยู่ที่ขวานทั้งสองเล่มก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับเส้นผมของผู้ตาย ชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ พิเคราะห์แล้ว ในชั้นนี้คงมีปัญหาแต่เพียงว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุบรรเทาโทษสมควรลดโทษให้ผู้ตายหรือไม่ เห็นว่าจำเลยทำผิดในเวลากลางวันมีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ถึงสองคน หลังเกิดเหตุราว 1 ชั่วโมง เจ้าพนักงานตำรวจก็จับกุมจำเลยได้ ในลักษณะที่เสื้อผ้าของจำเลยยังเปรอะเปื้อนโลหิตของผู้ตายนอกจากนี้ก็ยังมีวัตถุพยานคือขวานเปื้อนโลหิตที่มีเส้นผมติดอยู่ทั้ง 2 เล่ม ในที่เกิดเหตุ ซึ่งสามารถตรวจพิสูจน์ได้ว่า คราบโลหิตทั้งหมดเป็นโลหิตมนุษย์หมู่เดียวกัน เส้นผมของกลางก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับเส้นผมของผู้ตาย พยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้นพอรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด ดังนั้น แม้จำเลยจะให้การรับว่าทำร้ายผู้ตายจริง คำรับของจำเลยก็ไม่เป็นประโยชน์แก่ศาลในการพิจารณา ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดเพราะความมึนเมาสุราและบันดาลโทสะนั้น เห็นว่า ความมึนเมามิใช่เหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเป็นฝ่ายก่อเหตุกระทำความผิดขึ้นก่อน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นบันดาลโทสะตามกฎหมาย..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1449/2535 พนักงานอัยการ จังหวัด นครราชสีมา โจทก์ นาย ประเทือง โอนสันเทียะ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด นครราชสีมา · จำเลย - นาย ประเทือง โอนสันเทียะ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สะสม สิริเจริญสุข · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · ประพัฒน์ อุชุภาพ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 335/2563ฎีกา 6830/2544ฎีกา 6936/2562ฎีกา 7019/2549ฎีกา 4/2508ฎีกา 7998/2561ฎีกา 2365/2563ฎีกา 13379/2555ฎีกา 3120/2559ฎีกา 313/2518ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1332-1335/2511ฎีกา 4022/2558ฎีกา 4577/2558ฎีกา 1089/2559ฎีกา 180/2554ฎีกา 1854/2563ฎีกา 264/2499ฎีกา 846/2512ฎีกา 138/2532ฎีกา 2962/2523ฎีกา 512/2559ฎีกา 5048/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ