⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1501/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1501/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาเช่าที่ดินที่กำหนดให้ผู้ให้เช่าต้องแจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้าหากจะขายทรัพย์สินที่เช่าก่อนครบกำหนดการเช่านั้น มีผลบังคับเฉพาะกรณีที่ผู้ให้เช่าประสงค์จะขายทรัพย์สินที่เช่าก่อนครบกำหนดสัญญาเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

สัญญาเช่าที่ดินข้อ 6 ระบุว่า "ถ้าผู้ให้เช่าตกลงขายทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้ใดก่อนครบกำหนดการเช่าตามสัญญาแล้ว ผู้ให้เช่าจะแจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้าเพื่อผู้เช่าเตรียมตัวออกจากทรัพย์สินที่เช่าเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเดือน และผู้ให้เช่าจะแจ้งให้ผู้เช่าทราบด้วยว่าจะตกลงขายให้แก่ผู้ใดเป็นเงินเท่าใด เพื่อผู้เช่าจะได้มีโอกาสตกลงซื้อได้ก่อนในเมื่อเห็นว่าเป็นราคาสมควร ฯลฯ" ตามข้อสัญญาดังกล่าวหมายถึงกรณีที่โจทก์ผู้ให้เช่าจะขายที่ดินพิพาทก่อนครบกำหนดการเช่าเท่านั้น จึงจะต้องแจ้งให้จำเลยผู้เช่าทราบ หากโจทก์ไม่ได้ขายที่ดินพิพาทก่อนครบกำหนดการเช่าก็ไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทราบ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นเห็นว่าประเด็นข้อนี้ที่ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเช่าข้อ 6 ข้อเท็จจริงจากคำคู่ความเพียงพอยุติแล้ว คู่ความไม่จำต้องนำสืบก็ตาม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว จำเลยก็สามารถนำสืบตามประเด็นข้อต่อไปที่ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทหรือไม่ เพื่อแสดงให้ศาลเห็นได้ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในขณะยื่นคำฟ้อง แต่ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใดโดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบ กลับปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่าโจทก์ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในขณะยื่นคำฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.368 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๖๑๖ ที่แบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๒๒๘๕ ของนายโอ้ว ยอดโอวาท บิดาโจทก์ จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินเฉพาะส่วนตามโฉนดเลขที่ ๑๒๒๘๕ จากบิดาโจทก์มีกำหนดเวลา ๓ ปี ที่ดินดังกล่าวปัจจุบันอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๖๑๖ค่าเช่าเดือนละ ๒๔๐ บาท เมื่อบิดาโจทก์ถึงแก่กรรม โจทก์รับมรดกที่ดินดังกล่าวและเก็บค่าเช่าจากจำเลยตลอดมา ครบกำหนดการเช่าโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินที่เช่า จำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยเดือนละ ๖๐๐ บาท นับแต่วันที่๑ มีนาคม ๒๕๓๑ เป็นต้นไป ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๖๑๖ ให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน ๔๒๕ บาท และอีกเดือนละ๖๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดิน จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๖๑๖จำเลยทำสัญญาเช่ากับนายโอ้วมิใช่โจทก์ ห้องพิพาทเกือบทั้งหมดปลูกอยู่ในรัศมีถนนราชบุรี - เขางูด้านหลังเล็กน้อยอยู่ในที่ดินของนายโอ้ว เมื่อนายโอ้วถึงแก่กรรม สัญญาเช่าผูกพันโจทก์จำเลยโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเช่าโดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบก่อนจะขายที่ดิน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องลายมือชื่อในใบตอบรับไม่ใช่ของจำเลย ค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๖๖๑๖ของโจทก์ และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๔๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะออกไปจากที่ดินดังกล่าว จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า สัญญาเช่าที่ดินข้อ ๖ ระบุว่า "ถ้าผู้ให้เช่าตกลงขายทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้ใดก่อนครบกำหนดการเช่าตามสัญญาแล้ว ผู้ให้เช่าจะแจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้าเพื่อผู้เช่าเตรียมตัวออกจากทรัพย์สินที่เช่าเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเดือน และผู้ให้เช่าจะแจ้งให้ผู้เช่าทราบด้วยว่า จะตกลงขายให้แก่ผู้ใดเป็นเงินเท่าใด เพื่อผู้เช่าจะได้มีโอกาสตกลงซื้อได้ก่อนในเมื่อเห็นว่าเป็นราคาสมควร ฯลฯ" ตามข้อสัญญาดังกล่าวหมายถึงกรณีที่โจทก์ผู้ให้เช่าจะขายที่ดินพิพาทก่อนครบกำหนดการเช่าเท่านั้น จึงจะต้องแจ้งให้จำเลยผู้เช่าทราบ หากโจทก์ไม่ได้ขายที่ดินพิพาทก่อนครบกำหนดการเช่าก็ไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทราบ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นเห็นว่าประเด็นข้อนี้ที่ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเช่าข้อ ๖ ข้อเท็จจริงจากคำคู่ความเพียงพอยุติแล้วคู่ความไม่จำต้องนำสืบก็ตาม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้อื่นไปแล้วจำเลยก็สามารถนำสืบตามประเด็นข้อต่อไปที่ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทหรือไม่เพื่อแสดงให้ศาลเห็นได้ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในขณะยื่นคำฟ้อง แต่ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใดโดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบ กลับปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในขณะยื่นคำฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1501/2535 นายปัญญา ยอดโอวาท โจทก์ นางชลอ แซ่ลี้ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายปัญญา ยอดโอวาท · จำเลย - นางชลอ แซ่ลี้
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ราเชนทร์ จัมปาสุต · ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · สุนพ กีรติยุติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดราชบุรี - นายธีระพงศ์ จิระภาค · ศาลอุทธรณ์ - นายประชิต ศรศักดา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1798/2506ฎีกา 591/2531ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 3206/2537ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 4590/2553ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524ฎีกา 9188/2538ฎีกา 1170/2505ฎีกา 2709/2538ฎีกา 1593/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา