⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1966/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
โจทก์ที่มีส่วนได้เสียร่วมกันในมูลเหตุอันเป็นรากฐานแห่งคดีเดียวกัน ย่อมมีสิทธิเป็นโจทก์ร่วมฟ้องคดีรวมกันได้ แม้ทรัพย์สินที่พิพาทจะมีเอกสารสิทธิแยกกันก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า จำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ทั้งสองบางส่วนทางด้านทิศเหนือเป็นผืนติดต่อกันในเวลาเดียวกัน เพื่อแย่งสิทธิครอบครองเป็นของตน ดังนี้ โจทก์ทั้งสองย่อมมีส่วนได้เสียร่วมกันในมูลเหตุอันเป็นรากฐานแห่งคดีนั้นแล้ว แม้ที่ดินที่ถูกบุกรุกจะมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์คนละฉบับและเป็นที่ดินต่างแปลงกัน ก็เป็นเรื่องหลักฐานทางทะเบียนเท่านั้น กรณีดังกล่าวถือได้ว่า โจทก์ทั้งสองมีส่วนได้เสียร่วมกันในมูลความแห่งคดีจึงชอบที่จะเป็นโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยรวมกันมาในคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.59

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1703 ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1715 ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีอาณาเขตทางทิศเหนือจดเป็นแนวเดียวกัน ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกติดต่อซึ่งกันและกัน โจทก์ทั้งสองได้เข้าครอบครองที่ดินทำกินอย่างสงบเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของ ได้แจ้ง ภ.บ.ท.5 และได้เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินไว้ ไม่มีผู้ใดเข้าเกี่ยวข้อง เมื่อประมาณเดือนมกราคม2533 จำเลยได้บุกรุกเข้าไปเก็บมะม่วงในที่ดินของโจทก์ที่ 1ซึ่งปลูกไว้ในที่ดินด้านทิศเหนือ เนื้อที่กว้าง 1 เส้น 16 วา 2 ศอกยาว 2 เส้น และจำเลยได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ที่ 2เพื่อเก็บมะม่วงซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ที่ 2 ทางด้านทิศเหนือซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่กว้าง 2 เส้นยาว 5 เส้น 2 ศอก โดยจำเลยอ้างว่ามะม่วงและที่ดินซึ่งเป็นอาณาเขตปลูกมะม่วงเป็นของจำเลย จำเลยมีสิทธิในที่ดินแต่ผู้เดียวโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้ห้ามปรามจำเลย แต่จำเลยไม่เชื่อฟังการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 และที่ 2ซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลคดี ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิในที่ดินพิพาทขับไล่จำเลย ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินมีโฉนดที่โจทก์ทั้งสองจะอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ได้และกรณีไม่มีเหตุที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องขอให้ศาลสั่งแสดงสิทธิครอบครองได้ตามกฎหมาย ส่วนที่ขอให้ขับไล่จำเลยและห้ามจำเลยกับบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีกนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า ประมาณเดือนมกราคม 2533 จำเลยบุกรุกเข้าไปเก็บมะม่วงในที่ดินพิพาทซึ่งก็ไม่ปรากฎว่าจำเลยได้บุกรุกเข้าไปอีก และขณะนี้ยังอยู่ในที่ดินพิพาทหรือไม่ กรณีไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิและไม่มีเหตุที่จะใช้สิทธิทางศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาท ถือได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้น โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจฟ้อง แต่โจทก์ทั้งสองต่างเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทคนละแปลงถือไม่ได้ว่ามีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีที่จะร่วมเป็นโจทก์ฟ้องรวมกันมาได้จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบ พิพากษาแก้เป็นว่าไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองจะฟ้องจำเลยรวมมาในคดีเดียวกันได้หรือไม่พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59บัญญัติว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปอาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฎว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี...ฯลฯ ซึ่งหมายความว่าต้องมีส่วนได้เสียร่วมกันในมูลเหตุอันเป็นรากฐานแห่งคดีนั้น โดยถือหนี้อันเป็นมูลของคดีนั้นเป็นสาระสำคัญ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ทั้งสองบางส่วนทางด้านทิศเหนือเป็นผืนติดต่อกัน ในเวลาเดียวกันเพื่อแย่งสิทธิครอบครองเป็นของตนโจทก์ทั้งสองย่อมมีส่วนได้เสียในมูลเหตุอันเป็นรากฐานแห่งคดีนั้นแล้ว แม้ที่ดินที่ถูกบุกรุกจะมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) คนละฉบับ และเป็นที่ดินต่างแปลงกันก็ตาม ก็เป็นเรื่องหลักฐานทางทะเบียนเท่านั้น กรณีดังกล่าวถือได้ว่า โจทก์ทั้งสองมีส่วนได้เสียร่วมกันในมูลความแห่งคดี จึงชอบที่จะเป็นโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยรวมกันมาในคดีเดียวกันได้..." พิพากษากลับ ให้รับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966/2535 นาย บุญ ธรรม โค ก สง่า กับพวก โจทก์ นางสาว รัตติกาล ชัยวิรัตนะ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย บุญ ธรรม โค ก สง่า กับพวก · จำเลย - นางสาว รัตติกาล ชัยวิรัตนะ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นำชัย สุนทรพินิจกิจ · สุชาติ สุขสุมิตร · เธียรไทย สุนทรนันท
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544ฎีกา 73-74/2506ฎีกา 2765/2548ฎีกา 2368/2523ฎีกา 1025/2487ฎีกา 1971/2494ฎีกา 789/2515ฎีกา 513/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ