⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2013/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2013/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของรวมในสินสมรส ไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีที่เคยฟ้องขอหย่าและศาลยกฟ้องโดยยังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องทรัพย์สิน. ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสและไม่ได้ระบุว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินเดิม ถือเป็นสินสมรสตามกฎหมายที่ใช้บังคับขณะได้มา.

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยและศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินแต่อย่างใด ในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในสินสมรส ประเด็นของคดีนี้จึงมีว่าทรัพย์ตามคำฟ้องเป็นสินสมรสหรือไม่และโจทก์มีสิทธิขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของรวมหรือไม่ อันมิใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วในคำพิพากษาคดีก่อน การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 148 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สิทธิของสามีหรือภริยาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1475 นั้น เป็นการที่กฎหมายกำหนดให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องปฏิบัติตามคำร้องขอของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่มีชื่อในเอกสารสำคัญให้ต้องยินยอมให้ฝ่ายนั้นลงชื่อตนเป็นเจ้าของร่วมด้วย โจทก์กล่าวในฟ้องแล้วว่าได้มีหนังสือขอให้จำเลยจัดการให้โจทก์ลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่อ้างว่าเป็นสินสมรส จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธว่ามิได้รับหนังสือดังกล่าวของโจทก์กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยทราบคำบอกกล่าวของโจทก์แล้วเพิกเฉย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่มีตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ โจทก์จำเลยได้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาระหว่างสมรสและได้มาขณะที่ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม การที่จะพิจารณาว่าเป็นทรัพย์สินประเภทใดในระหว่างสามีภริยาจึงต้องพิจารณาตามบทกฎหมายที่ใช้ในขณะที่ได้มา การรับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาเป็นของจำเลยนั้นมิได้ระบุไว้ว่าให้เป็นสินส่วนตัวหรือสินเดิม จึงเป็นการได้มาในฐานะที่เป็นสินสมรสตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 1466 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 เดิม อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่ได้มา สิทธิของคู่สมรสที่จะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในเอกสารสำคัญตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 นั้น เป็นบทบัญญัติในหมวดทรัพย์สินระหว่างสามัภรรยา ตราบใดที่ความเป็นสามีภรยายังมีอยู่ คู่สมรสก็ยังมีสิทธิตามที่กำหนดไว้ในมาตรานี้ตลอดเวลาไม่ว่าจะช้านานเท่าใด เมื่อโจทก์จำเลยยังเป็นสามีภริยากันอยู่โจทก์ย่อมจะใช้สิทธิร้องขอให้ลงชื่อตนด้วยได้ตามที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าได้ล่วงเลยเวลาที่ได้สินสมรสมาแล้วนานเท่าไร เพราะมิใช่กรณีที่จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลาอันกฎหมายกำหนดไว้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.163 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1474 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1475 พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2477 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยและโจทก์เป็นสามีภริยากัน โดยทำการสมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ และอยู่กินฉันสามีภริยาตลอดมา ทรัพย์สินระหว่างโจทก์จำเลยที่คงเหลืออยู่ปัจจุบันมีที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๖๗๗๔ มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๗๘๖ มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางทองปลิว ศิริสัมพันธ์ ที่ดินโฉนดเลขที่๗๖๗๗๔ เป็นโฉนดที่ดินใหม่ ซึ่งแบ่งแยกจากโฉนดเลขที่ ๑๔๖๔ จำเลยได้รับจดทะเบียนการให้จากนายคล้าย เสือประดิษฐ นางแช่ม คงปราง และนางย้อย อยู่อาสา ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่๔๗๘๖ จำเลยได้รับจดทะเบียนโดยทางมรดกจากนางเป๊ะ ดิษธรรม ที่ดินทั้งสองแปลงจึงเป็นสินสมรส โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งความประสงค์ขอให้โจทก์ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมกับจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้ลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยทั้งสองแปลงหากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย จำเลยให้การว่า จำเลยและโจทก์ต่างได้รับการยกให้ที่ดินจากบิดามารดาของแต่ละฝ่าย และต่างใช้สิทธิจัดการที่ดินโดยมิได้ก้าวก่ายกัน ภายหลังโจทก์ขายที่ดินของตนซึ่งได้รับการยกให้มาทั้งหมด ส่วนที่ดินของจำเลย จำเลยได้แบ่งขายบางส่วน ต่อมาทนายความของนางสาวประชุมบุตรโจทก์จำเลยได้ยื่นฟ้องจำเลยในนามของโจทก์เพื่อขอหย่าและขอให้แบ่งทรัพย์สินที่ดินรายนี้ โดยมีนางสาวประชุมเป็นผู้ดำเนินการ ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ต่อมาทนายความคนเดียวกันได้ยื่นฟ้องในนามของโจทก์เพื่อขอให้ใส่ชื่อโจทก์ลงในที่ดินซึ่งจำเลยฟ้องขับไล่นางสาวประชุมโดยมุ่งหมายในประเด็นเดียวกันกับคดีฟ้องหย่า จึงเป็นฟ้องซ้ำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจำเลยได้รับการยกให้จากบิดามารดาของจำเลยจึงเป็นสินเดิมของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ เดิม และกลายมาเป็นสินส่วนตัวของจำเลยโดยผลของมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้บรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พุทธศักราช ๒๕๑๙ โจทก์หามีสิทธิจะมาขอให้ใส่ชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยทั้งสิทธิของโจทก์ขาดอายุความแล้ว โจทก์อยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยปกติสุข มิได้ถูกรบกวนหรือโต้แย้งสิทธิแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมลงในโฉนดที่ดินเลขที่ ๗๖๗๗๔ ตำบลบางซื่อ อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๗๘๖ ตำบลบางซ่อน อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่จัดการ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำแถลงของโจทก์จำเลยว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจำเลยได้มาระหว่างสมรสกับโจทก์ ที่ดินแปลงแรกจำเลยได้มาโดยการรับให้ เมื่อวันที่๑๒ ธันวาคม ๒๔๘๙ ที่ดินแปลงที่สองจำเลยรับโอนทางมรดกจากนางเป๊ะ ดิษธรรม ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๔๙๖ การรับโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมิได้ระบุชัดแจ้งว่าให้แก่จำเลยเพื่อเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวหรือสินเดิม ทั้งโจทก์เคยฟ้องขอหย่าจำเลยต่อศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยยังมิได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินแต่อย่างใด ปัจจุบันจำเลยและโจทก์ยังคงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย... จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ได้ความตามคำแถลงรับของโจทก์จำเลยว่า คดีก่อนนั้นโจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยและศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินแต่อย่างใด ในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในสินสมรสประเด็นของคดีนี้จึงมีว่าทรัพย์ตามคำฟ้องเป็นสินสมรสหรือไม่และโจทก์มีสิทธิขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของรวมหรือไม่ อันมิใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วในคำพิพากษาคดีก่อน การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้ถูกโต้แย้งสิทธิจึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่าสิทธิของสามีหรือภริยาที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๗๕ นั้น เป็นการที่กฎหมายกำหนดให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องปฏิบัติตามคำร้องขอของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่มีชื่อในเอกสารสำคัญให้ต้องยินยอมให้ฝ่ายนั้นลงชื่อตนเป็นเจ้าของร่วมด้วย โจทก์กล่าวไว้ในฟ้องแล้วว่าได้มีหนังสือขอให้จำเลยจัดการให้โจทก์ลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่อ้างว่าเป็นสินสมรส จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธว่ามิได้รับหนังสือดังกล่าวของโจทก์ กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยทราบคำบอกกล่าวของโจทก์แล้วเพิกเฉย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่มีตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทมิใช่สินสมรส โจทก์จำเลยแถลงรับกันว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงได้มาระหว่างสมรสและได้มาขณะที่ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕เดิม การที่จะพิจารณาว่าเป็นทรัพย์สินประเภทใดในระหว่างสามีภริยาจึงต้องพิจารณาตามบทกฎหมายที่ใช้ในขณะที่ได้มา การรับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาเป็นของจำเลยนั้นมิได้ระบุไว้ว่าให้เป็นสินส่วนตัวหรือสินเดิม ดังนั้นการได้ที่ดินที่พิพาททั้งสองแปลงของจำเลยจึงเป็นการได้มาในฐานะที่เป็นสินสมรสตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๔๖๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๕ เดิม อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่ได้มา จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ทราบว่าจำเลยได้รับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นเวลา ๓๗ ปีแล้ว เห็นว่า สิทธิของคู่สมรสที่จะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในเอกสารสำคัญตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๗๕ นั้น เป็นบทบัญญัติในหมวดทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา แสดงให้เห็นว่าตราบใดที่ความเป็นสามีภริยายังมีอยู่คู่สมรสก็ยังมีสิทธิตามที่กำหนดไว้ในมาตรานี้ตลอดเวลาไม่ว่าจะช้านานเท่าใด ในเมื่อโจทก์จำเลยยังเป็นภริยากันอยู่เช่นนี้ก็เป็นกรณีที่โจทก์จะใช้สิทธิร้องขอให้ลงชื่อตนด้วยได้ตามที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าได้ล่วงเลยเวลาที่ได้สินสมรสมาแล้วนานเท่าไร เพราะมิใช่กรณีที่จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลาอันกฎหมายกำหนดไว้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2013/2535 นางทวน เสือประดิษฐ โจทก์ นายเชื้อ เสือประดิษฐ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางทวน เสือประดิษฐ · จำเลย - นายเชื้อ เสือประดิษฐ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม เฟื่องฟุ้ง · ก้าน อันนานนท์ · อัมพร ทองประยูร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายปราโมทย์ ชพานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิมล สมานิตย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 9577/2552ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 2228/2531ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา