⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2246/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2246/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแสดงตนว่าเป็นบุคคลต่างด้าวต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ไม่ทำให้บุคคลนั้นหมดสิทธิในการพิสูจน์สัญชาติไทย และการที่บุคคลนั้นเคยใช้สัญชาติอื่นมาก่อน ไม่เป็นเหตุให้ถูกถอนสัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะมีการสั่งถอนสัญชาติโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย.

ย่อคำพิพากษา

การที่ผู้ร้องแสดงตนและเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองว่าเป็นบุคคลต่างด้าว หาทำให้ผู้ร้องหมดสิทธิที่จะพิสูจน์ความจริงว่าตนมีสัญชาติไทย ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯมาตรา 57 ไม่ จึงไม่อาจยกเอาเหตุดังกล่าวโดยที่มิได้อ้างว่าเป็นคนมีสัญชาติไทยมาตัดสิทธิของผู้ร้องและยกคำร้องขอพิสูจน์สัญชาติได้ ผู้ร้องเกิดในประเทศไทยโดยบิดาเป็นคนต่างด้าว มารดาเป็นคนสัญชาติไทย ผู้ร้องได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ตาม พ.ร.บ.สัญชาติฯ มาตรา 7(3) ผู้คัดค้านมิได้นำสืบว่าบิดาผู้ร้องเป็นผู้ที่ได้รับการผ่อนผัน ได้รับอนุญาต หรือเข้ามา ตามที่ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ข้อ 1 บัญญัติไว้ ดังนี้ผู้ร้องจึงไม่ถูกถอนสัญชาติตามกฎหมาย การที่ผู้ร้องอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และใช้สัญชาติจีน อันเป็นสัญชาติของบิดาตลอดมานั้น กรณีเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้สั่งถอนสัญชาติไทย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.57 พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2496 ม.7 พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2496 ม.17 พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 ม.17

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นคนสัญชาติไทยเกิดที่หมู่ที่ 3ตำบลท้องลำเจียก อำเภอเชียงใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2468 เรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 จากโรงเรียนสตรีประจำอำเภอปากพนัง เมื่อปี 2483 ต่อมาปี 2485 ได้แต่งงานอยู่กินกับนายสีเอ็ง แซ่ลิ่ม มีบุตรด้วยกัน 2 คน ปี 2490 ผู้ร้องและครอบครัวไปเยี่ยมญาติที่อำเภอปุนเซี้ยง จังหวัดกวางตุ้งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและพักอยู่อาศัยกับญาติชั่วคราวจนเกิดการปฏิวัติปิดประเทศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย ผู้ร้องและครอบครัวไม่อาจเดินทางกลับประเทศไทยได้ และถูกบังคับให้อยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนใช้ชื่อทางทะเบียนว่านางฟู เหลียน จิจนกระทั่งในปี 2515 นายสีเอ็ง ถึงแก่กรรมวันที่ 26 มีนาคม 2523ผู้ร้องเดินทางกลับประเทศไทยและยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติต่อกองตรวจคนเข้าเมือง กรมตำรวจตามกฎหมาย แต่กรมตำรวจมีคำสั่งยกคำขอขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้เกิดในราชอาณาจักรไทย ไม่เคยเรียนหนังสือไทยและไม่ได้เป็นบุคคลคนเดียวกับนางล่วนกี่ แซ่เบ้า หากฟังว่าผู้ร้องเกิดในราชอาณาจักรไทย แต่ปรากฏว่าขณะเกิดบิดามารดาผู้ร้องเป็นคนต่างด้าวสัญชาติจีน ไม่ได้สมรสกันตามกฎหมาย บิดามารดาผู้ร้องเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ย่อมถูกถอนสัญชาติโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 ข้อ 1อีกทั้งผู้ร้องไปอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและใช้สัญชาติจีนอันเป็นสัญชาติของบิดาตลอดมา ผู้ร้องย่อมถูกถอนสัญชาติไทยเช่นกันผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522มาตรา 57 เพราะผู้ร้องไม่ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยอ้างว่ามีสัญชาติไทยและถูกพนักงานเจ้าหน้าที่โต้แย้งเกี่ยวกับการเข้ามาในราชอาณาจักรไทยว่าเป็นคนต่างด้าว ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2523 ผู้ร้องเดินทางจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในประเทศไทยโดยถือหนังสือเดินทางของประเทศดังกล่าวปรากฏตามภาพถ่ายหนังสือเดินทางเอกสารหมาย ป.จ.3 ต่อมาเมื่อวันที่14 พฤศจิกายน 2523 ผู้ร้องได้ยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลา กรมตำรวจได้พิจารณาคำขอของผู้ร้องแล้วมีความเห็นว่า ผู้ร้องมิได้นำเอกสารหลักฐานสำคัญที่น่าเชื่อถือในการพิสูจน์สัญชาติมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นคนเกิดในราชอาณาจักรจึงยกคำขอของผู้ร้องเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2530 ต่อมาวันที่ 28มกราคม 2530 กองกำกับการ 3 กองตรวจคนเข้าเมือง กรมตำรวจ ได้แจ้งผลการขอพิสูจน์สัญชาติให้ผู้ร้องทราบ ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องคดีนี้มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอพิสูจน์สัญชาติได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 57 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ผู้ใดอ้างว่าเป็นคนมีสัญชาติไทยถ้าไม่ปรากฏหลักฐานอันเพียงพอที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเชื่อถือได้ว่าเป็นคนมีสัญชาติไทย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นคนต่างด้าวจนกว่าผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าคนมีสัญชาติไทย" และวรรคสองบัญญัติว่า"การพิสูจน์ตามวรรคหนึ่งให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หากผู้นั้นไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ จะร้องขอต่อศาลให้พิจารณาก็ได้นั้นในวรรคหนึ่งได้ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยที่อ้างว่าเป็นคนสัญชาติไทยเป็นคนต่างด้าวจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสัญชาติไทย ส่วนในวรรคสองก็เป็นเรื่องกำหนดวิธีการขอพิสูจน์สัญชาติว่าจะต้องยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตามขั้นตอนเสียก่อน หากไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว จึงจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลได้ บทบัญญัติของกฎหมายที่ว่านี้หาได้บังคับไว้ว่า เมื่อผู้ร้องแสดงตนและเอกสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองว่าเป็นคนต่างด้าวแล้ว จะหมดสิทธิที่จะพิสูจน์ความจริงใหม่แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องได้ยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองแล้ว และพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองรับพิจารณาและยกคำขอนั้นผู้ร้องย่อมมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอพิสูจน์สัญชาติต่อศาลได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกเหตุที่ผู้ร้องถือหนังสือเดินทางของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแสดงว่าเป็นคนสัญชาติจีนเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยมิได้อ้างว่าเป็นบุคคลสัญชาติไทยมาตัดสิทธิผู้ร้อง และยกคำร้องขอของผู้ร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย... ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีสัญชาติไทยหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้วแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยมา ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า...พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงมีน้ำหนักเชื่อได้ว่าผู้ร้องเกิดในประเทศไทย โดยเป็นบุตรของนายโหยน แซ่เบ้า คนสัญชาติจีนและนางส้อง แซ่เบ้า คนสัญชาติไทยผู้ร้องจึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติพ.ศ. 2508 มาตรา 7(3) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ที่ศาลชั้นต้นตำหนิว่าผู้ร้องไม่มีใบสูติบัตรอันเป็นหลักฐานการเกิดมาแสดงและการแจ้งวันเดือนเกิดและสถานที่เกิดของผู้ร้องต่อทางราชการของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามหนังสือเดินทางเอกสารหมายป.จ.3 แผ่นที่ 2 กับที่ปรากฏในใบทะเบียนนักเรียน ตามเอกสารหมาย ร.1ไม่ตรงกัน และว่าตามสำเนาทะเบียนบ้านของนางอนงค์ เอกสารหมาย ร.5และของนางสุจินต์ เอกสารหมาย ร.7 ซึ่งอ้างว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับผู้ร้อง มีชื่อบิดามารดาไม่ตรงกับที่ผู้ร้องอ้างจึงไม่เชื่อว่าผู้ร้องเกิดในประเทศไทยนั้น เห็นว่า ขณะที่ผู้ร้องยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติ ผู้ร้องมีอายุ 55 ปีแล้ว และผู้ร้องไปอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนานกว่า 30 ปี ใบสูติบัตรย่อมจะสูญหายไปได้ ทั้งผู้ร้องคงจะไม่สามารถจำวันเดือนและสถานที่เกิดได้จึงได้แจ้งต่อทางราชการของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อขอออกหนังสือเดินทางไม่ตรงกับหลักฐานซึ่งผู้ร้องได้มาหลังจากเดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว ส่วนชื่อบิดามารดาของนางอนงค์และนางสุจินต์ตามสำเนาทะเบียนบ้านที่มีชื่อว่านายโผน นางสร้อง และนายโหยงนางส่อง ไม่ตรงกับที่ผู้ร้องอ้างว่าชื่อ นายโหยนและนางส้อง นั้นเห็นว่า ชื่อดังกล่าวออกเสียงคล้ายกัน แต่ที่สะกดชื่อผิดกันไปคงเนื่องจากผู้รับแจ้งฟังมาไม่ชัดเจนจึงสะกดชื่อผิดกันไป ศาลฎีกาไม่เชื่อว่าจะเป็นชื่อของบุคคลคนละคนกันจนฟังไม่ได้ว่า นางอนงค์นางสุจินต์ และผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ส่วนในปัญหาที่ว่า ผู้ร้องมีบิดาเป็นคนต่างด้าว ผู้ร้องถูกถอนสัญชาติไทยโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515ข้อ 1 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้บิดาผู้ร้องจะเป็นคนต่างด้าวแต่ผู้คัดค้านมิได้นำสืบว่า บิดาผู้ร้องเป็นผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ผู้ร้องจึงไม่ถูกถอนสัญชาติไทยตามกฎหมายดังกล่าวและในปัญหาที่ว่า ผู้ร้องอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและใช้สัญชาติจีนอันเป็นสัญชาติของบิดาตลอดมา ผู้ร้องได้ถูกถอนสัญชาติไทยหรือไม่นั้น เห็นว่า การถอนสัญชาติเพราะเหตุดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้สั่งตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 17 กรณีของผู้ร้องเมื่อยังไม่มีคำสั่งให้ถอนสัญชาติไทยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ร้องจึงคงมีสัญชาติไทยอยู่ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย..." พิพากษากลับว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2246/2535 นาง ล่วนกี่ แซ่เบ้า หรือ แซ่ลิ่ม หรือ นางฟู เหลียน จิ ผู้ร้อง พนักงานอัยการ จังหวัด สงขลา ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - นาง ล่วนกี่ แซ่เบ้า หรือ แซ่ลิ่ม หรือ นางฟู เหลียน จิ · ผู้คัดค้าน - พนักงานอัยการ จังหวัด สงขลา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โสภณ จันเทรมะ · เกียรติ จาตนิลพันธุ์ · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4145/2532ฎีกา 2239/2543ฎีกา 1187/2539ฎีกา 468/2524ฎีกา 1844/2530ฎีกา 1651/2534ฎีกา 1204/2533ฎีกา 2467/2538ฎีกา 5834/2537ฎีกา 1091/2529ฎีกา 1746/2532ฎีกา 6434/2534ฎีกา 472/2525ฎีกา 6000/2533ฎีกา 2144/2523ฎีกา 4176/2529ฎีกา 7227/2537ฎีกา 4316/2528ฎีกา 1495/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ