⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4176/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4176/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บุคคลที่เกิดนอกราชอาณาจักรไทยโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย และไม่ปรากฏว่าบิดาที่มิใช่บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายมีสัญชาติใด ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามกฎหมาย การที่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธการจดแจ้งชื่อบุคคลผู้มีสัญชาติไทยลงในทะเบียนบ้าน ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของบุคคลนั้นแล้ว และบุคคลนั้นมีอำนาจฟ้องต่อศาลได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติกับพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน

ย่อคำพิพากษา

บุคคลผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทยโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยส่วนบิดามิใช่บิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ปรากฏว่าบิดามีสัญชาติใด บุคคลนั้นย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (2) โจทก์ติดต่อให้จำเลยจดแจ้งชื่อโจทก์ซึ่งเป็นคนมีสัญชาติไทยลงในทะเบียนบ้านแล้ว จำเลยปฏิเสธอ้างว่าโจทก์เป็นคนมีสัญชาติลาว ดังนี้เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 57 กำหนดให้ผู้ซึ่งประสงค์ขอพิสูจน์สัญชาติไทยปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน เมื่อไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่จะร้องขอต่อศาลให้พิจารณาก็ได้ แต่กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มิใช่การร้องขอต่อศาลให้พิจารณาเกี่ยวกับการพิสูจน์สัญชาติ หากแต่เป็นการฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ต่อศาล จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน ดังนี้โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.57 พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นผู้เยาว์เกิดที่แขวงปากซัน ประเทศลาว เป็นบุตรนางทองน้อย นายทองดี นางทองน้อยเป็นบุคคลสัญชาติไทยส่วนนายทองดีไม่ปรากฏสัญชาติ โจทก์ทั้งห้าเป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายของนายทองดีจึงมีสัญชาติไทยตามกฎหมาย ต่อมานางทองน้อยพาโจทก์ทั้งห้ากลับมาอยู่ภูมิลำเนาเดิมที่อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด และพาโจทก์ทั้งห้าไปแจ้งต่อจำเลยซึ่งเป็นนายทะเบียนราษฎร ให้จดแจ้งชื่อโจทก์ทั้งห้าในทะเบียนบ้านจำเลยปฏิเสธ ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นบุคคลสัญชาติไทย และให้จำเลยจดแจ้งชื่อโจทก์ทั้งห้าในทะเบียนบ้าน จำเลยให้การว่าโจทก์ทั้งห้าเกิดนอกราชอาณาจักรจากบิดามาดาซึ่งเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้สัญชาติไทย โจทก์มีหน้าที่ต้องต้องยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติของตนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อพิสูจน์สัญชาติก่อน หากโจทก์ทั้งห้าไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้พิจารณาทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗ แต่ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งห้ามิได้ดำเนินการขอพิสูจน์สัญชาติต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นคนมีสัญชาติไทย ให้จำเลยรับแจ้งเข้าทะเบียนบ้าน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นางทองน้อยเป็นคนมีสัญชาติไทยนางทองน้อยไปรับจ้างทำงานอยู่ที่ประเทศลาว ได้นายทองดีเป็นสามี มิได้จดทะเบียนสมรสกัน เกิดบุตรด้วยกันรวม ๕ คนคือโจทก์ทั้งห้า การที่โจทก์ทั้งห้าเกิดนอกราชอาณาจักรไทย โดยนางทองน้อยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย เมื่อนายทองดีมิใช่บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งห้า และไม่ปรากฏว่านายทองดีมีสัญชาติใด โจทก์ทั้งห้าย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๗(๒) นางทองน้อยไปติดต่อให้จำเลยจดแจ้งชื่อโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นคนมีสัญชาติไทยลงในทะเบียนบ้านแล้ว จำเลยปฏิเสธ อ้างว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นคนมีสัญชาติลาว ดังนี้การที่จำเลยปฏิเสธดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว ส่วนข้อที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ทั้งห้ามิได้ยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติก่อนจึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องนั้น พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗ บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ผู้ใดอ้างว่าเป็นคนมีสัญชาติไทยถ้าไม่ปรากฏหลักฐานอันเพียงพอที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเชื่อถือได้ว่าเป็นคนมีสัญชาติไทยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นคนต่างด้าวจนกว่าผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสัญชาติไทย การพิสูจน์ตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หากผู้นั้นไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่จะร้องขอต่อศาลให้พิจารณาก็ได้ ฯลฯ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้ซึ่งประสงค์ขอพิสูจน์สัญชาติไทยปฏิบัติตามขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน เมื่อไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่จะร้องขอต่อศาลให้พิจารณาก็ได้ แต่กรณีที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มิใช่การร้องขอต่อศาลให้พิจารณาเกี่ยวกับการพิสูจน์สัญชาติ หากแต่เป็นการฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งห้าต่อศาล โจทก์ทั้งห้าจึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนดังบทกฎหมายที่จำเลยฎีกา ดังนี้ โจทก์ทั้งห้าจึงมีอำนาจฟ้องจำเลย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4176/2529 นางสาวสมพร สุโพธิ์ กับพวก โจทก์ นายสกล มณีวาศ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวสมพร สุโพธิ์ กับพวก · จำเลย - นายสกล มณีวาศ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพรัช วงศ์วัฒนะ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · ชูเชิด รักตะบุตร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายสุวิทย์ นรนุตกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายศรีภูมิ สุวรรณโรจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 162/2512ฎีกา 818/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา