⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2545/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2545/2535

ป.พ.พ. ม.1373

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าผู้มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าบุคคลอื่นเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ข้อสันนิษฐานดังกล่าวก็ย่อมตกไป

ย่อคำพิพากษา

แม้ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์จะมีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าจำเลยมีสิทธิเช่นนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ข้อสันนิษฐานตามมาตราดังกล่าวย่อมตกไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1373

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1373 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินหลายแปลง แต่ได้ใส่ชื่อจำเลยไว้ในโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในขณะซื้อเพื่อให้ซื้อได้ในราคาถูก ที่ดินมีโฉนดจำเลยได้โอนมาเป็นชื่อโจทก์แล้ว คงเหลือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์สิบเจ็ดแปลงจำเลยยังไม่โอนคืนให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาททั้งสิบเจ็ดฉบับคืนโจทก์และไปจดทะเบียนเปลี่ยนจากชื่อจำเลยเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยให้การว่า ที่พิพาททั้งสิบเจ็ดแปลงเป็นของจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อจำเลยในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาททั้งสิบเจ็ดฉบับเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสิบเจ็ดฉบับแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่พิพาททั้งสิบเจ็ดแปลงโดยให้จำเลยมีชื่อถือสิทธิในที่ดินแทน วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาททั้งสิบเจ็ดแปลงมีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองจำเลยย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายเป็นคุณแก่จำเลยตามมาตรา ๑๓๗๓แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ทั้งตามทางนำสืบของโจทก์ไม่อาจนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายนี้ได้นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่พิพาททั้งสิบเจ็ดแปลงตามที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมา ข้อสันนิษฐานตามมาตราดังกล่าวย่อมตกไป พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2545/2535 บริษัทโรงงานน้ำตาลประจวบ จำกัด โจทก์ นายสาวิต พินธุโสภณ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทโรงงานน้ำตาลประจวบ จำกัด · จำเลย - นายสาวิต พินธุโสภณ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทธิ นิชโรจน์ · บุญศรี กอบบุญ · เพี้ยน พุทธสุอัตตา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดประจวบคีรัขันธ์ - นายอธิคม อินทุภูติ · ศาลอุทธรณ์ - นายกอบเกียรติ รัตนพานิช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7619/2543ฎีกา 952/2481ฎีกา 5252/2550ฎีกา 9326-9327/2544ฎีกา 875/2561ฎีกา 6113/2550ฎีกา 1029/2494ฎีกา 7972/2542ฎีกา 90-97/2536ฎีกา 1623/2525ฎีกา 714/2521ฎีกา 866/2485ฎีกา 3558/2553ฎีกา 797/2485ฎีกา 3169/2564ฎีกา 9456/2558ฎีกา 1202/2523ฎีกา 4137/2564ฎีกา 5479/2543ฎีกา 1068/2500ฎีกา 2906/2535ฎีกา 6659/2539ฎีกา 676/2509ฎีกา 1035/2493
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา