คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2535
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การให้ทรัพย์สินอันเป็นมรดกที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์โดยเสน่หาจะสมบูรณ์เมื่อผู้รับยอมรับและมีการส่งมอบทรัพย์สินนั้นโดยปริยายแล้ว ส่วนการให้โดยเสน่หาในอสังหาริมทรัพย์จะสมบูรณ์เมื่อผู้โอนสั่งผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้นให้ยึดถือทรัพย์สินไว้แทนผู้รับโอน และผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้นได้ตกลงยินยอมรับทราบ.
ย่อคำพิพากษา
การที่ จ. ทายาททำหนังสือยกส่วนได้ของตนที่จะได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 2 ในฐานะทรัสตีให้แก่ ส. เป็นการโอนทรัพย์สินอันเป็นมรดกที่ตกได้แก่ตนด้วยการให้โดยเสน่หาแก่ ส.และส. ยอมรับเอาทรัพย์สินนั้นแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงเป็นการให้โดยเสน่หา หาใช่เป็นเพียงการโอนสิทธิเรียกร้องไม่ ในขณะที่ จ. ทำสัญญาให้นั้น ทายาททุกคนรวมทั้งทรัสตีได้ตกลงยกเลิกทรัสต์กันแล้ว โดยให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทรัสตีในขณะนั้นทำการแบ่งปันมรดกให้แก่ทายาททรัพย์มรดกทั้งหมดจึงมีจำเลยที่ 2ในฐานะทรัสตีและในฐานะผู้จัดการมรดกในเวลาต่อมาเป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาแทนทายาททุกคน การที่ จ. ทำสัญญาให้โดยเสน่หาแล้ว ส. ทำบันทึกมอบฉันทะให้ จ. เป็นผู้รับส่วนแบ่งมรดกดังกล่าวแทน โดยจำเลยที่ 2 ลงชื่อยินยอมและรับรู้การยกให้กับการมอบฉันทะดังกล่าว เท่ากับเป็นการตกลงว่าต่อแต่นั้นไปจำเลยที่ 2จะเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกอันเป็นส่วนได้ของ จ. แทน ส.เป็นการส่งมอบทรัพย์สินที่ให้โดยปริยายแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1379 การให้ทรัพย์สินในส่วนที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์จึงสมบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 523 สำหรับมรดกที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ก็มีจำเลยที่ 2เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนทายาททุกคน การโอนจึงทำได้โดย จ.ผู้โอนสั่งจำเลยที่ 2 ผู้แทนว่าต่อไปให้ยึดถือทรัพย์สินไว้แทน ส.ผู้รับโอนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1380 วรรคสองเมื่อ จ. ไม่มีชื่อเป็นเจ้าของในหนังสือสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การให้โดยเสน่หาจึงไม่อาจจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 ได้การรับรู้การยกให้ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงเป็นการรับว่าต่อไปจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์แทน ส. โดยไม่ต้องจดทะเบียนการยกให้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 525 อีก การที่จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จ. ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในส่วนแบ่งมรดกให้แก่ ส. เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม2510 แต่โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งเพียงว่า หนังสือที่ จ. ทำขึ้นดังกล่าวเป็นหนังสือยกให้ส่วนแบ่งมรดกมิใช่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้อง การให้ไม่สมบูรณ์เพราะยังไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ เท่ากับโจทก์รับว่าหนังสือยกให้ได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 11ตุลาคม 2510 เพียงแต่โต้แย้งว่ามิใช่หนังสือโอนสิทธิเรียกร้องดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง โจทก์จะฎีกาว่าหนังสือยกให้ทำเมื่อปี 2521 อันเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วหาได้ไม่ต้องฟังว่า จ. ทำหนังสือยกให้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2510 โจทก์เพิ่งบอกล้างโมฆียะกรรมเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2527เป็นการบอกล้างเมื่อเกินสิบปี จึงบอกล้างไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 143(มาตรา 181 ที่แก้ไขใหม่)สัญญาให้ไม่เป็นโมฆะ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า หม่อมหลวงสาระภี หงสนันท์ เป็นบุตรของนางจำรัส เจนใจวิทย์ กับหม่อมราชวงศ์สุวพรรณ สนิทวงศ์หม่อมราชวงศ์สุวพรรณ ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทแล้วจึงวายชนม์ ต่อมาบรรดาทายาทได้ทำบันทึกแบ่งปันมรดกขึ้นใหม่กำหนดส่วนแบ่งกองมรดกให้แก่ทายาท โดยนางจำรัสซึ่งเป็นภริยาและเป็นทายาทได้รับส่วนแบ่งด้วย โจทก์ได้รับส่วนแบ่งงวดหนึ่งเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2527 ต่อมาจำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางจำรัสให้ไปรับเงินส่วนแบ่งจากการขายที่ดินมรดกงวดวันที่ 18 เมษายน 2527 แต่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของหม่อมหลวงสาระภีได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ให้ระงับการจ่ายเงิน โดยอ้างว่านางจำรัสได้โอนสิทธิการรับเงินไปให้หม่อมหลวงสาระภีแล้ว ความจริงนางจำรัสไม่เคยโอนสิทธิให้แก่หม่อมหลวงสาระภี ขอให้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิขอให้จำเลยที่ 2 ระงับการจ่ายเงินส่วนแบ่งจากกองมรดกและห้ามจำเลยที่ 1 เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินส่วนแบ่งจากการขายที่ดินของกองมรดก งวดวันที่ 18 เมษายน 2527 จำนวน400,000 บาท และงวดต่อ ๆ ไปให้โจทก์
จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2510นางจำรัสได้ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในส่วนแบ่งที่ตนมีสิทธิได้รับจากกองมรดกทั้งหมดให้แก่หม่อมหลวงสาระภี และนางจำรัสกับหม่อมหลวงสาระภีได้บอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือยินยอมด้วยในการโอนนั้น สิทธิในส่วนแบ่งที่นางจำรัสจะได้รับจากกองมรดก จึงโอนและตกเป็นของหม่อมหลวงสาระภีตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2510 เป็นต้นมา ต่อมาหม่อมหลวงสาระภีได้มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยที่ 2 ว่าหม่อมหลวงสาระภีขอมอบฉันทะให้นางจำรัสรับส่วนแบ่งมรดกแทนจนกว่านางจำรัสจะถึงแก่กรรม เมื่อนางจำรัสถึงแก่กรรมลงจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิรับเงินส่วนแบ่งดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 การที่โจทก์รับเงินส่วนแบ่งจากกองมรดกเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2527 จำนวน375,000 บาท โดยรู้ว่าตนไม่มีสิทธิจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์คืนเงินจำนวน 375,000 บาทให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมทั้งดอกเบี้ย
จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำบันทึกรับรู้การที่นางจำรัส โอนสิทธิการรับมรดกให้แก่หม่อมหลวงสาระภี และหม่อมหลวงสาระภีได้มอบฉันทะให้นางจำรัสรับส่วนแบ่งมรดกตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องแทนหม่อมหลวงสาระภีไปจนกว่านางจำรัสจะถึงแก่กรรม ต่อมาหม่อมหลวงสาระภี และนางจำรัสถึงแก่กรรมจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือจากจำเลยที่ 1 ขอให้ระงับการจ่ายเงินส่วนแบ่งให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงระงับการจ่ายเงินส่วนแบ่งมรดกไว้ก่อน และได้นำเงินไปฝากไว้ ณ ธนาคารออมสินเพื่อรอการจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิต่อไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2รับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่านางจำรัสทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในส่วนแบ่งมรดกให้แก่หม่อมหลวงสาระภี ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2510 นั้นไม่เป็นความจริง ความจริงหนังสือที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างเป็นหนังสือยกให้ในส่วนแบ่งทรัพย์สิน สิทธิต่าง ๆ และผลประโยชน์อันพึงจะได้รับจากกองมรดกซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้จัดการมรดกจะต้องนำมาแบ่งให้แก่นางจำรัสตามสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งปันมรดกมิใช่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้อง หม่อมหลวงสาระภียังไม่เคยได้รับมอบทรัพย์สินที่ยกให้เลย จนกระทั่งผู้รับได้ถึงแก่กรรมก่อนผู้ให้ การยกให้จึงไม่สมบูรณ์ สิทธิการรับมรดกของนางจำรัสเป็นสินเดิมซึ่งเป็นสินบริคณห์ระหว่างนางจำรัสกับโจทก์ นางจำรัสจำหน่ายสินบริคณห์ดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์จึงเป็นโมฆียะ และโจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมอันเป็นโมฆียะไปแล้วขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าหม่อมราชวงศ์สุวพรรณ สนิทวงศ์ เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมลงวันที่ก่อตั้งทรัสต์ ต่อมาทายาททุกคนรวมทั้งทรัสตีได้ตกลงเลิกทรัสต์และให้นำทรัพย์สินทั้งหมดมาแบ่งปันกันในระหว่างทายาทวันที่ 12 ธันวาคม2510 บรรดาทายาททุกคนได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงวิธีแบ่งปันโดยให้เรืออากาศเอกพจน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และเรือเอกปิยะพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ทรัสตีเป็นผู้จัดการแบ่งปันให้เป็นไปตามข้อตกลง ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งเรืออากาศเอกพจน์กับเรือเอกปิยะพันธ์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกนางจำรัสเป็นภริยาคนหนึ่งของเจ้ามรดก มีบุตรกับเจ้ามรดก1 คน คือหม่อมหลวงสาระภี หลังจากเจ้ามรดกวายชนม์แล้วนางจำรัสได้จดทะเบียนสมรสใหม่กับโจทก์ ในระหว่างการตกลงแบ่งปันทรัพย์สินนางจำรัสในฐานะทายาทผู้มีส่วนได้รับแบ่งปันทรัพย์สินดังกล่าวด้วยได้ทำหนังสือยกส่วนได้ของตนที่จะได้รับการแบ่งปันต่อไปให้แก่หม่อมหลวงสาระภีซึ่งเป็นทายาทอีกคนหนึ่งขณะเดียวกันหม่อมหลวงสาระภีได้ทำหนังสือมอบฉันทะให้นางจำรัสเป็นผู้รับส่วนได้ดังกล่าวแทนหม่อมหลวงสาระภีจนกว่านางจำรัสจะถึงแก่กรรม โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะทรัสตีได้ลงชื่อยินยอมและรับทราบการยกให้และการมอบฉันทะในหนังสือดังกล่าวด้วยดังปรากฏตามเอกสารหมาย ล.1
ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า ที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกไม่แบ่งปันมรดกให้แก่โจทก์เพราะสิทธิในการรับมรดกได้โอนไปเป็นของจำเลยที่ 1 แล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า สิทธิในการรับการแบ่งปันมรดกเป็นทรัพย์สินอันเป็นสินเดิมของนางจำรัส ในฐานะทายาทผู้เป็นเจ้าของรวมคนหนึ่ง มิใช่เป็นเพียงสิทธิเรียกร้องดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อนางจำรัสทำหนังสือยกให้ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว แต่หม่อมหลวงสาระภียังไม่ได้รับการส่งมอบซึ่งทรัพย์สินที่ให้ การให้จึงยังไม่สมบูรณ์ สิทธิในการรับการแบ่งปันมรดกยังเป็นของนางจำรัสอยู่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า หนังสือยกให้ตามเอกสารหมาย ล.1 เป็นหนังสือที่นางจำรัสยกส่วนได้ของตนที่จะได้รับการแบ่งปันทรัพย์สินจากจำเลยที่ 2 ในฐานะทรัสตีให้แก่หม่อมหลวงสาระภี จึงเป็นการโอนทรัพย์สินอันเป็นมรดกที่ตกได้แก่ตนส่วนหนึ่งด้วยให้โดยเสน่หาแก่หม่อมหลวงสาระภี และหม่อมหลวงสาระภียอมรับเอาทรัพย์สินนั้นแล้ว สัญญาตามเอกสารหมาย ล.1 จึงเป็นการให้โดยเสน่หาดังที่โจทก์กล่าวอ้าง หาใช่เป็นเพียงการโอนสิทธิเรียกร้องดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ปัญหาต่อไปมีว่า การให้ยังไม่สมบูรณ์เพราะยังไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินที่ให้หรือไม่ ได้ความว่าขณะมีการทำสัญญายกให้นี้ทายาททุกคนรวมทั้งทรัสตีได้ตกลงเลิกทรัสต์กันแล้ว โดยให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทรัสตีในขณะนั้นทำการแบ่งปันมรดกให้แก่บรรดาทายาท ทรัพย์มรดกทั้งหมดจึงมีจำเลยที่ 2 ในฐานะทรัสตีและในฐานะผู้จัดการมรดกในเวลาต่อมาเป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาแทนทายาททุกคนเมื่อนางจำรัสทำสัญญาให้โดยเสน่หาตามเอกสารหมาย ล.1 แล้วหม่อมหลวงสาระภีทำบันทึกมอบฉันทะให้นางจำรัสเป็นผู้รับส่วนแบ่งมรดกดังกล่าวแทนไว้ในเอกสารนั้น โดยมีจำเลยที่ 2 ลงชื่อยินยอมและรับรู้การยกให้กับการมอบฉันทะดังกล่าวไว้ในเอกสาร เท่ากับเป็นการตกลงว่าต่อแต่นั้นไปจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกอันเป็นส่วนได้ของนางจำรัสแทนหม่อมหลวงสาระภี เป็นการส่งมอบทรัพย์สินที่ให้โดยปริยายแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1379การให้ทรัพย์สินในส่วนที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์จึงสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 523 สำหรับทรัพย์มรดกที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ก็มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนทายาททุกคน การโอนจึงทำได้โดยผู้โอนสั่งผู้แทนว่า ต่อไปให้ยึดถือทรัพย์สินไว้แทนผู้รับโอนก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1380 วรรคสอง เมื่อนางจำรัสไม่มีชื่อเป็นเจ้าของในหนังสือสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การให้โดยเสน่หาจึงไม่อาจจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 525 การรับรู้การยกให้ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการรับว่าต่อไปจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์แทนหม่อมหลวงสาระภีโดยไม่ต้องจดทะเบียนการยกให้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 525 อีกการให้โดยเสน่หาทรัพย์มรดกอันเป็นส่วนของนางจำรัสสมบูรณ์แล้ว
ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การให้โดยเสน่หาในทรัพย์มรดกของนางจำรัสเป็นการจำหน่ายสินเดิมอันเป็นสินบริคณห์ เมื่อไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ผู้เป็นสามีย่อมเป็นโมฆียกรรม โจทก์บอกล้างแล้ว นิติกรรมการให้จึงเป็นโมฆะนั้น ปัญหาจึงมีว่า โจทก์ได้บอกล้างโมฆียกรรมนั้นภายในกำหนดหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1ให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2510 นางจำรัสได้ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในส่วนแบ่งที่ตนมีสิทธิได้รับจากกองมรดกให้แก่หม่อมหลวงสาระภีตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่านางจำรัสทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในส่วนแบ่งมรดกให้แก่หม่อมหลวงสาระภี ตั้งแต่วันที่ 11ตุลาคม 2510 นั้นไม่เป็นความจริง ความจริงหนังสือที่อ้างเป็นหนังสือยกให้ในส่วนแบ่งทรัพย์สิน สิทธิต่าง ๆ และผลประโยชน์อันจะพึงได้รับจากกองมรดกซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้จัดการมรดกจะต้องแบ่งให้แก่นางจำรัสมิใช่เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 กล่าวอ้างการให้ยังไม่สมบูรณ์เพราะยังไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ จะเห็นได้ว่าโจทก์โต้แย้งเพียงว่าหนังสือยกให้ตามเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยที่ 1 นั้นมิใช่หนังสือโอนสิทธิเรียกร้อง แต่เป็นการให้โดยเสน่หาเท่ากับโจทก์รับว่าหนังสือยกให้ตามเอกสารท้ายคำให้การจำเลยที่ 1 ทำเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2510 จริง เพียงแต่โต้แย้งว่ามิใช่หนังสือโอนสิทธิเรียกร้องดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างเท่านั้น โจทก์จะฎีกาว่าหนังสือยกให้นี้ทำเมื่อปี 2521 อันเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วหาได้ไม่ แม้ศาลล่างทั้งสองจะวินิจฉัยในปัญหานี้ให้ก็เป็นการไม่ชอบคดีต้องฟังว่านางจำรัสทำหนังสือยกให้ดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2510 เมื่อโจทก์เพิ่งมาบอกล้างเมื่อวันที่ 16กรกฎาคม 2527 อันเป็นการบอกล้างเมื่อเกินสิบปีจึงบอกล้างไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 143 (มาตรา 181 ที่แก้ไขใหม่) สัญญาให้โดยเสน่หาไม่เป็นโมฆะ ทรัพย์มรดกในส่วนของนางจำรัสได้ตกเป็นของหม่อมหลวงสาระภีแล้ว เมื่อหนังสือมอบฉันทะให้นางจำรัสส่วนแบ่งแทนสิ้นผลเพราะนางจำรัสถึงแก่กรรมแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งให้โจทก์
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2535
พันตำรวจเอก สนอง เจน ใจ วิทย์ ใน ฐานะ ผู้จัดการมรดก ของ โจทก์
นาง จำรัส เจน ใจ วิทย์ โจทก์
นาย ประเสริฐ หงสนันท์ ใน ฐานะ ผู้จัดการมรดก ของ จำเลย
หม่อมหลวง สาระ ภี หงสนันท์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พันตำรวจเอก สนอง เจน ใจ วิทย์ ใน ฐานะ ผู้จัดการมรดก ของ · โจทก์ - นาง จำรัส เจน ใจ วิทย์ · จำเลย - นาย ประเสริฐ หงสนันท์ ใน ฐานะ ผู้จัดการมรดก ของ · จำเลย - หม่อมหลวง สาระ ภี หงสนันท์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เพ็ง เพ็งนิติ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · บุญธรรม อยู่พุก |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา