⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3847/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3847/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องซ้อนจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเป็นเรื่องเดียวกันและฟ้องโดยบุคคลคนเดียวกัน. การปิดอากรแสตมป์เพิ่มเติมในส่วนหลังของเอกสารสัญญาเงินกู้ซึ่งเป็นสัญญาค้ำประกัน ถือว่าเป็นการปิดอากรแสตมป์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย.

ย่อคำพิพากษา

กรณีจะเป็นฟ้องซ้อนได้นั้น จะต้องเป็นเรื่องโจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น เมื่อคดีก่อนของศาลชั้นต้นมีประเด็นเดียวกันกับคดีนี้ ว่าจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองหรือไม่ แต่คดีก่อนนั้น จำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย ส่วนคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นจำเลย ดังนั้นคดีสองสำนวนดังกล่าวโจทก์จึงไม่ใช่บุคคลคนเดียวกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน เอกสารสัญญาเงินกู้และสัญญาค้ำประกันเป็นแบบพิมพ์ในกระดาษแผ่นเดียวกัน โดยด้านหน้าเป็นสัญญาเงินกู้ ด้านหลังเป็นสัญญาค้ำประกัน การที่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ต่อมาทางด้านหลังสัญญากู้เงิน ซึ่งไม่มีการทำสัญญาค้ำประกันด้วยบุคคลเอาไว้แสดงให้เห็นว่าเป็นการปิดเพิ่มเติมต่อจากด้านหน้า จึงไม่เป็นการฝ่าฝืน ป.รัษฎากรแต่ประการใด.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.130 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.714 ประมวลรัษฎากร ม.108

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีของนางคำมี จำเลยที่ 2เป็นมารดาของนางคำมี จำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นบุตรของนางคำมีกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2528 จำเลยที่ 1 กับนางคำมีร่วมกันกู้เงินจากโจทก์ 300,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระคืนในวันที่ 11 มิถุนายน 2528 ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2528 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 155 ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันและในวันเดียวกันนั้นนางคำมีได้ถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 กับนางคำมียังไม่ชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยแก่โจทก์ซึ่งเมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงิน 358,840 บาท โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระก็ให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินจากการขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ เท่าที่รับมรดกจากนางคำมีออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้เงินจากโจทก์ ลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ในสัญญากู้เงินเป็นลายมือชื่อปลอม นางคำมีจะกู้เงินจากโจทก์หรือไม่จำเลยไม่ทราบแม้นางคำมีจะกู้เงินจากโจทก์ แต่ก็มิได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 สัญญากู้จึงตกเป็นโมฆียะ จำเลยที่ 1 ขอถือเอาคำให้การนี้เป็นการบอกล้างสัญญากู้เงินดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาจำนองเพื่อเป็นประกันเงินกู้จากโจทก์ ลายมือชื่อจำเลยที่ 1ในสัญญาจำนองเป็นลายมือปลอมสัญญากู้เงินจึงตกเป็นโมฆะด้วย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 367/2528 ของศาลชั้นต้น ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและทายาทโดยธรรมของนางคำมี จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางคำมี ร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยมิฉะนั้นให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 155ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน กับสิ่งปลูกสร้างในที่ดินออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากขายได้ไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสี่ เท่าที่ได้รับมรดกจากนางคำมีออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้รับมรดกของนางคำมีผู้ตายร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เห็นว่า แม้คดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 367/2528 ของศาลชั้นต้นจะมีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองหรือไม่ แต่คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 367/2528 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว จำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย ขอให้เพิกถอนสัญญาจำนอง ส่วนคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีเรื่องก่อนฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นจำเลย ดังนั้นคดีสองสำนวนดังกล่าวโจทก์จึงไม่ใช่บุคคลคนเดียวกันกรณีจะเป็นฟ้องซ้อนได้นั้นจะต้องเป็นเรื่องโจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน... ปัญหาสุดท้ายที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 มีว่า สัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.2 ปิดอากรแสตมป์ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 ไม่ครบถ้วน และที่มาปิดไว้ในหนังสือสัญญาค้ำประกันเงินกู้ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นตราสารที่แยกจากกัน เห็นว่า สัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.2 และสัญญาค้ำประกันเป็นแบบพิมพ์ในกระดาษแผ่นเดียวกันโดยด้านหน้าเป็นสัญญากู้เงิน ด้านหลังเป็นสัญญาค้ำประกัน ในการทำสัญญากู้เงินรายนี้ไม่มีสัญญาค้ำประกันด้วยบุคคล โจทก์ใช้อากรแสตมป์ดวงละ 5 บาท และ 20 บาท ในการปิดสัญญากู้เงิน เมื่อพิจารณาสัญญากู้เงินด้านหน้าแล้ว หากปิดอากรแสตมป์ดวงละ 5 บาท ลงไปถึง36 ดวง ยอมทับข้อความในสัญญา การที่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ต่อมาทางด้านหลังสัญญากู้เงิน ซึ่งไม่มีการทำสัญญาค้ำประกันเอาไว้แสดงให้เห็นว่าเป็นการปิดเพิ่มเติมต่อจากด้านหน้า จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนประมวลรัษฎากรแต่ประการใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 3และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวร่วมรับผิดชำระเงิน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3847/2535 นาง รัชนี นิลจรูญ โจทก์ นาย สุธรรม จิตรธรรม หรือ จิตต์ ธรรม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง รัชนี นิลจรูญ · จำเลย - นาย สุธรรม จิตรธรรม หรือ จิตต์ ธรรม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทธิ นิชโรจน์ · บุญศรี กอบบุญ · เพี้ยน พุทธสุอัตตา
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 767/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1415/2540ฎีกา 338/2519ฎีกา 272/2490ฎีกา 3542/2545ฎีกา 6105/2531ฎีกา 56/2520ฎีกา 62/2539ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 6344/2540ฎีกา 1959/2529ฎีกา 3005/2541ฎีกา 119/2532ฎีกา 1166/2491ฎีกา 1687/2497ฎีกา 1189/2495
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ