⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 497/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 497/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลอาจรับฟังพยานหลักฐานที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติบางประการได้ หากเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี.

ย่อคำพิพากษา

แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนมาตรา 88 และมาตรา 90 แต่ในมาตรา 87(2) นั้นเองบัญญัติต่อไปว่า "...แต่ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้"เมื่อพยานบุคคลที่จำเลยอ้างเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญในคดีส่วนพยานเอกสารที่จำเลยอ้างก็เป็นชุดเดียวกับที่โจทก์อ้างทั้งจำเลยขอยื่นบัญชีพยานในวันนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน แม้จะสืบพยานโจทก์ไปแล้ว 2 ปาก ก็ไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ เนื่องจากเป็นการนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์เท่านั้น ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งรับบัญชีพยานของจำเลยเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินนา 2 แปลง โจทก์มอบให้จำเลยไปแจ้งขอออก ส.ค.1 และขอออก น.ส.3 ก. แทนโจทก์ จำเลยได้ไปขอออก ส.ค.1 และ น.ส.3 ก. แล้วโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง จำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยจะโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้ผู้อื่น ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยโอนที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยให้การว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่นาตาม น.ส.3 ก.เลขที่ 4740 ทั้งแปลง และมีสิทธิครอบครองที่นาตาม น.ส.3 ก.เลขที่ 4272 ครึ่งหนึ่ง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องคำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยโอนที่นาพิพาททั้งสองแปลงคืนให้แก่โจทก์ ตามที่โจทก์มีสิทธิครอบครองดังกล่าวหากจำเลยไม่ยอมไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าที่ศาลชั้นต้นสั่งรับบัญชีพยานของจำเลยซึ่งมิได้ยื่นต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าสามวันและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยยืนตามนั้นชอบหรือไม่ คดีได้ความตามท้องสำนวนว่า ศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2531 และกำหนดให้โจทก์นำสืบก่อนโดยนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 26 กรกฎาคม 2531 เมื่อถึงวันนัดทนายโจทก์ขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่าได้บวชเป็นพระภิกษุอยู่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 26 สิงหาคม 2531ครั้นถึงวันนัดทนายจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่าได้รับอุบัติเหตุรถชนแพทย์สั่งให้พักรักษาตัว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 7 ตุลาคม 2531 เวลา 8.30 นาฬิกา ในวันนัดดังกล่าวโจทก์นำพยานเข้าสืบในช่วงเช้าได้ 2 ปาก ครั้นเวลา 13.30นาฬิกา จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้ยื่นบัญชีพยานภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากเชื่อโดยสุจริตว่าเคยยื่นไว้พร้อมกับวันที่ยื่นคำให้การเพราะมีบันทึกไว้ในปกสำนวนคดีของทนายจำเลยและก่อนหน้าที่โจทก์จำเลยจะหาทางเจรจากันหลายครั้ง ประกอบกับทนายจำเลยประสบอุบัติเหตุไม่ได้มาศาลด้วยตนเองทำให้หลงลืมตรวจสอบรายละเอียดในการดำเนินคดีจำเลยมิได้มีเจตนาจะฝ่าฝืนหรือจงใจจะไม่ยื่นบัญชีพยาน จึงขอยื่นบัญชีระบุพยานบุคคล 6 อันดับ และพยานเอกสาร 1 อันดับ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 87(2) ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนมาตรา 88 และมาตรา 90 คือต้องยื่นบัญชีพยานและยื่นสำเนาเอกสารต่อศาล และส่งให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วัน ก็ดี แต่ในมาตรา 87(2) นั้นเองบัญญัติต่อไปว่า "...แต่ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้" จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยซื้อที่นาหนองเบนจากนางมีมารดาโจทก์ และซื้อที่นาทุ่งจากบุคคลภายนอก เมื่อทางราชการประกาศออก น.ส.3 ก.โดยภาพถ่ายทางอากาศ จำเลยได้ยื่นคำขอออก น.ส.3 ก. ในที่ดินทั้งสองแปลงเป็นชื่อของจำเลยมิได้ทำแทนโจทก์ ฉะนั้นพยานบุคคลที่จำเลยอ้างเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่นาพิพาททั้งสองแปลง จึงเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญในคดี ส่วนพยานเอกสารที่จำเลยอ้างนั้นก็เป็นชุดเดียวกับที่โจทก์อ้าง ทั้งจำเลยขอยื่นบัญชีพยานในวันนัดสืบพยาน แม้จะสืบพยานโจทก์ไปแล้ว 2 ปาก ก็ไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ เนื่องจากเป็นการนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์เท่านั้นการที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งรับบัญชีพยานของจำเลยเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยยืนตามนั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 497/2535 นาง เก้ง ทิพยวัตร โจทก์ นาย บุตร ทิพยวัตร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง เก้ง ทิพยวัตร · จำเลย - นาย บุตร ทิพยวัตร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เกียรติ จาตนิลพันธุ์ · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · โสภณ จันเทรมะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2032/2542ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1913/2520ฎีกา 324/2504ฎีกา 2307/2518ฎีกา 3007/2525ฎีกา 2500/2548ฎีกา 2732/2534ฎีกา 698/2537ฎีกา 1368/2510ฎีกา 149/2526ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 269/2520ฎีกา 1969/2515ฎีกา 1384/2518ฎีกา 2926-2929/2524ฎีกา 421/2532ฎีกา 4549/2540ฎีกา 536/2536ฎีกา 2752/2537ฎีกา 280/2505ฎีกา 7937/2538ฎีกา 235/2538ฎีกา 8358/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา