⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1416-1418/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1416-1418/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลไปตรวจสถานที่พิพาทตามคำขอของคู่ความ ถือเป็นการสืบพยาน และศาลมีอำนาจอนุญาตให้คู่ความอ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ แม้จะไม่ได้ยื่นรายการไว้ก่อน เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม

ย่อคำพิพากษา

โดยที่โจทก์จำเลยร้องขอต่อศาลให้ไปเดินเผชิญสืบตรวจดูว่าพนังทุ่งปุยรายพิพาทจะเป็นประโยชน์ในการเพาะปลูกของจำเลยหรือไม่ฉะนั้น การที่ศาลไปตรวจดูจึงเป็นการไปสืบพยานตามที่ทั้งสองฝ่ายอ้าง และการที่คู่ความทั้งสองฝ่ายขอ ศาลก็ได้ไปตรวจดูตามที่ขอนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นการสืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้(ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226,241) แล้วและแม้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยื่นแสดงรายการแห่งวัตถุพยานไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 ก็ชอบที่จะขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามมาตรานี้วรรคสามฉะนั้นการที่ศาลชั้นต้นได้ไปตรวจดูที่พิพาทตามคำขอของคู่ความทั้งสองฝ่าย จึงถือได้ว่าเป็นการอนุญาตตามที่ศาลเห็นว่าเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.241 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88 พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ม.14 พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ม.15 พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ม.16 พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ม.17 พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ม.18 พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ.2482 ม.38

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้ง 33 สำนวน ศาลล่างพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องกล่าวหาเป็นอย่างเดียวกันว่า จำเลยทั้ง 33 สำนวนมีที่ดินเพาะปลูกอยู่ในเขตที่ได้รับประโยชน์จากการชลประทานส่วนราษฎรเหมืองฝางทุ่งปุยเพื่อประโยชน์ในการบำรุงรักษาซ่อมแซมแก้ไขการชลประทานส่วนราษฎรนี้นายอำเภอได้สั่งให้นายอารมย์หัวหน้าการชลประทานทำการซ่อมแซมเพื่อเป็นการเตรียมป้องกันน้ำที่จะไหลบ่าเข้ามาในเขตการชลประทานในฤดูฝนเพื่อให้ราษฎรได้รับประโยชน์จากการชลประทานทั่วถึงกันหัวหน้าการชลประทานซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้สั่งเกณฑ์จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์ส่วนได้เสียกับการชลประทานไปทำการซ่อมแซมแก้ไขการชลประทานราษฎร์นี้ในวันเวลาที่กำหนด จำเลยทราบคำสั่งแล้วไม่ยอมไปซ่อมแซมแก้ไขตามคำสั่งเกณฑ์โดยเจตนาขัดขืน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ. 2482 มาตรา 18, 38(ก) จำเลยทุกคนให้การว่า ได้รับคำสั่งเกณฑ์ให้ไปทำการซ่อมแซมแก้ไขไม่เป็นประโยชน์แก่การเพาะปลูกของจำเลย จำเลยจึงไม่ทำตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยผิดตามฟ้อง คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษกึ่งหนึ่ง ปรับคนละ 25 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การดูที่พิพาทของศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241 แล้ว จำเลยทั้ง 33 สำนวนฎีกาข้อกฎหมายว่า การไปดูที่พิพาทของศาลชั้นต้นตามคำขอของโจทก์จำเลยไม่เป็นการสืบพยานที่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่มีฝ่ายใดระบุไว้ในบัญชีพยานที่แต่ละฝ่ายยื่น จึงขอให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานใหม่ หรือยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์จำเลยทั้งสองฝ่ายร้องขอต่อศาลให้ไปเดินเผชิญสืบตรวจดูที่พิพาทว่า พนังทุ่งปุยรายพิพาทจะเป็นประโยชน์ในการเพาะปลูกของจำเลยหรือไม่ การที่ศาลไปตรวจดูจึงเป็นการไปสืบพยานตามที่ทั้งสองฝ่ายอ้าง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 บัญญัติว่า พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคล ซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ ฯลฯ และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานและมาตรา 241 ก็ได้บัญญัติถึงเรื่องการสืบพยานวัตถุว่าสิ่งใดใช้เป็นพยานวัตถุต้องนำมาศาลในกรณีที่นำมาไม่ได้ให้ศาลไปตรวจจดรายงานยังที่พยานวัตถุนั้นอยู่ ฉะนั้น การที่คู่ความทั้งสองฝ่ายขอให้ศาลไปตรวจดูที่พิพาทและศาลก็ได้ไปตรวจดูตามที่ขอนั้นแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการสืบพยานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้แล้ว ถึงแม้กรณีจะเป็นดังที่จำเลยฎีกาว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยื่นแสดงรายการแห่งวัตถุพยานนั้นไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 แต่วรรค 3 มาตราเดียวกันนี้ก็บัญญัติว่า แม้ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสองวรรคแรกได้สิ้นสุดแล้ว ถ้าคู่ความฝ่ายใดมีเหตุสมควรอื่นใดก็ชอบที่จะขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ การที่ศาลชั้นต้นได้ไปตรวจดูที่พิพาทตามคำขอของคู่ความทั้งสองฝ่าย จึงถือได้ว่าเป็นการอนุญาตตามที่ศาลเห็นว่าเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จึงไม่เป็นการสืบพยานที่ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาตามที่จำเลยฎีกา พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1416 - 1418/2508 อัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ นายปรีชา นันทะไชย และจำเลยอื่นๆอีกรวม 33 สำนวน จำเลย สำนวนละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 33 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดเชียงใหม่ · จำเลย - นายปรีชา นันทะไชย และจำเลยอื่นๆอีกรวม 33 สำนวน · จำเลย - สำนวนละ 1 คน รวมทั้งสิ้น 33 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อดุล รัตนปิณฑะ · เชื้อ คงคากุล · เสนอ บุณยเกียรติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 687/2485ฎีกา 2076/2542ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 3007/2525ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 4549/2540ฎีกา 6911/2544ฎีกา 280/2505ฎีกา 4519/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 3329/2550ฎีกา 6455/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491ฎีกา 4636/2543ฎีกา 15230/2555ฎีกา 3361/2536ฎีกา 674/2549ฎีกา 637/2481ฎีกา 262/2530ฎีกา 7712/2549ฎีกา 2825/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา