⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 527/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 527/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้ให้เช่าซื้อยึดทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนและนำออกขายแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระส่วนที่ขาด และผู้ค้ำประกันย่อมต้องร่วมรับผิดด้วย เว้นแต่สัญญาหรือกฎหมายจะกำหนดเป็นอย่างอื่น.

ย่อคำพิพากษา

สัญญาเช่าซื้อระบุว่าเมื่อผู้ให้เช่าซื้อยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อ คืนมาและนำออกขายแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้เช่าซื้อยอมรับผิด จนครบ ดังนั้นเมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคา ไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระราคาส่วนที่ขาด อันเป็นค่าเสียหาย ส่วนหนึ่งซึ่งเกิดจากการผิดสัญญา จำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันย่อมต้องร่วมรับผิดด้วย สัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันมิได้กำหนดว่ากรณีโจทก์จะขายรถยนต์เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว โจทก์จะต้องบอกกล่าวผู้เช่าซื้อ หรือผู้ค้ำประกันก่อน ทั้งไม่มีกฎหมายระบุให้โจทก์จะต้องทำเช่นนั้น แต่กลับมีข้อสัญญาระบุว่าโจทก์สามารถขายได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน ซึ่งซึ่งไม่เป็นข้อที่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โจทก์จึงไม่ต้องบอกกล่าวก่อนขาย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.113 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ กับจำเลยที่ 2 และที่ 3ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อไปจากโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่อาจเรียกร้องราคารถยนต์ที่ยังขาดอยู่อีกได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 222,510 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์เก๋งยี่ห้อซูบารุ 1 คัน จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2ที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันราคาตามสัญญาเช่าซื้อ 429,640 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญา 39,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระ 48 งวด งวดละ 8,130 บาท ต่อเดือน เฉพาะงวดสุดท้าย 8,530 บาทหลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้วจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 1 งวดผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 2 ซึ่งตรงกับเดือนมิถุนายน 2527 สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันตามข้อกำหนดในสัญญา ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์2528 พนักงานของโจทก์ยึดรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนมาได้ และได้นำออกขายโดยมิได้บอกกล่าวจำเลยคนหนึ่งคนใด เมื่อรวมจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระกับเงินที่ขายรถยนต์ที่ยึดมาแล้วได้เงินไม่ครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อ คดีมีปัญหาตามฎีกาข้อแรกว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายสำหรับราคารถยนต์ที่ยังขาดอยู่หรือไม่ ได้พิจารณาสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 แล้ว มีข้อสัญญาระบุไว้ในข้อ 9 ว่า "เมื่อเจ้าของยึดทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนมาได้แล้ว เจ้าของอาจเลือกใช้สิทธิที่จะนำทรัพย์สินที่เช่าซื้อออกขายโดยเปิดเผยกับบุคคลใดเป็นราย ๆ ไป...โดยเจ้าของมิจำต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อทราบ จำนวนเงินที่ขายได้หากมีการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าซื้อก่อนขาย ให้เจ้าของหักเงินค่าซ่อมแซมออกจากราคาที่ขายได้ เหลือเท่าใดให้นำไปชำระราคาค่าเช่าซื้อที่ยังคงเหลืออยู่... และผู้เช่าซื้อให้สัญญาว่า หากราคาทรัพย์สินที่เช่าซื้อซึ่งได้ขายไปไม่พอชำระหนี้ดังกล่าวแล้วผู้เช่าซื้อยอมชำระเงินจำนวนที่ยังขาดอยู่อีกให้กับเจ้าของจนครบ"ตามข้อสัญญาดังกล่าวนี้เมื่อโจทก์ขายรถยนต์ที่เช่าซื้อได้ราคาไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระราคาส่วนที่ขาดอันเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งซึ่งเกิดจากการผิดสัญญา จำเลยที่ 3ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดด้วยตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดราคาส่วนที่ขาดเป็นค่าเสียหายได้ ส่วนจำนวนค่าเสียหายส่วนนี้จะเป็นเท่าใดนั้น ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาค่าเสียหายในส่วนนี้ของโจทก์แล้วกำหนดให้ 150,000 บาท จำเลยที่ 3 มิได้กล่าวในฎีกาให้เห็นเป็นการชัดแจ้งว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้มีข้อที่ไม่ถูกต้องอย่างไรจึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลง ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในข้อต่อมาว่า โจทก์ขายรถยนต์ไปโดยไม่บอกกล่าวจำเลยที่ 3 เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันมิได้มีข้อกำหนดไว้ว่าในกรณีที่โจทก์จะขายรถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วโจทก์จะต้องบอกกล่าวผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ำประกันก่อน ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดระบุให้โจทก์ต้องทำตามที่กล่าวอ้างในฎีกา กลับมีข้อสัญญาระบุไว้ชัดเจนว่าโจทก์สามารถขายได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน ซึ่งข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวนี้ก็ไม่เป็นข้อที่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงมีผลบังคับได้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 527/2535 บริษัท สยาม กลการ จำกัด โจทก์ นาย ประสิทธิ์ ศิลารัตน์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท สยาม กลการ จำกัด · จำเลย - นาย ประสิทธิ์ ศิลารัตน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม เฟื่องฟุ้ง · ก้าน อันนานนท์ · อัมพร ทองประยูร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3245/2534ฎีกา 1800/2511ฎีกา 7122/2545ฎีกา 1561/2520ฎีกา 3219/2534ฎีกา 548/2522ฎีกา 978/2510ฎีกา 3583/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 2657/2534ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1808/2512ฎีกา 4610/2534ฎีกา 311/2538ฎีกา 85/2540ฎีกา 3024/2528ฎีกา 923/2523ฎีกา 156/2513ฎีกา 3053/2527ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 6555/2538ฎีกา 2635/2527ฎีกา 142/2535ฎีกา 19/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา