⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 799/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่เสนอต่อผู้บังคับบัญชาในการพิจารณาออกใบอนุญาต ถือเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการพิจารณาออกใบอนุญาต การเรียกรับเงินเป็นการตอบแทนการออกใบอนุญาตจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานผู้ออกตรวจสถานประกอบการค้ามีอำนาจหน้าที่เสนอต่อผู้บังคับบัญชาให้ออกหรือไม่ให้ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบกิจการค้าถือได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการพิจารณาออกใบอนุญาต จำเลยเรียกร้องเงินเป็นการตอบแทนการออกใบอนุญาต จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.157

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149,157 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2502 มาตรา5, 13 คืนของกลางแก่เจ้าของ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครตำแหน่งเจ้าหน้าที่อนามัย สังกัดงานอนามัย สำนักงานเขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร จำเลยเรียกและรับเงินจากผู้เสียหายไว้ 2,000 บาทเกินกว่าอัตราค่าธรรมเนียมตามกฎหมายซึ่งผู้เสียหายต้องเสียเพียงปีละ 1,000 บาท เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แต่จำเลยมีหน้าที่เพียงตรวจงานสุขาภิบาลโรงงาน และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบเท่านั้น การที่จำเลยรับเงินไว้จึงมิใช่เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ลงโทษจำคุก 5 ปี คืนของกลางแก่เจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งคงฟังได้ตามที่ศาลล่างวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครระดับ 2 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่อนามัย สังกัดงานอนามัยสำนักงานเขตพระโขนง ระหว่างเกิดเหตุจำเลยมีหน้าที่ตรวจโรงงานรับผิดชอบในเขตพื้นที่แขวงพระโขนง แขวงคลองตัน ผู้เสียหายเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดอมรศุภกิจเอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งเป็นโรงงานรับจ้างกลึงโลหะต่าง ๆ อันเป็นการประกอบกิจการซึ่งเป็นที่รังเกียจหรืออาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของจำเลย โดยยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวจากเขตพระโขนง ผู้มีอำนาจในการออกใบอนุญาตคือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่ในทางปฏิบัติผู้ว่ากรุงเทพมหานครได้มอบอำนาจให้แก่ผู้อำนวยการเขต ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตปฏิบัติราชการแทน เมื่อประมาณกลางเดือนมกราคม 2530 จำเลยไปตรวจโรงงานของผู้เสียหายพบว่ามีข้อบกพร่องในการขอออกใบอนุญาต ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2530 จำเลยรับเงินจากผู้เสียหาย 2,000 บาท เป็นค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาต1,000 บาท ส่วนที่เกินเป็นเงินที่จำเลยเรียกร้องเอาเป็นค่าตอบแทนในการทำเรื่องเพื่อออกใบอนุญาต มีปัญหาในชั้นฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ ...จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตในการประกอบการค้าซึ่งเป็นที่รังเกียจหรืออาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพแม้จำเลยจะเรียกร้องเงินจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนในการทำเรื่องออกใบอนุญาต การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 นั้น ได้ความจากนายกระจ่างว่า โดยหน้าที่แล้วจำเลยมีหน้าที่ในการเสนอต่อผู้บังคับบัญชาว่าจะออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอใบอนุญาตหรือไม่เพราะจำเลยเป็นผู้ไปตรวจ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของว่าที่ร้อยตรีบุญชอบ สุคนธ์สิงห์ หัวหน้างานอนามัยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยว่า เจ้าพนักงานที่ออกตรวจพื้นที่มีอำนาจที่จะเสนอความเห็นว่า ให้ออกหรือไม่ให้ออกใบอนุญาตก็ได้ จึงถือได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการพิจารณาว่าจะออกใบอนุญาตให้แก่บุคคลใดในการประกอบกิจการค้าซึ่งเป็นที่รังเกียจหรืออาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครการที่จำเลยเรียกร้องเงินจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนในการดำเนินการออกใบอนุญาตดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่าจำเลยเป็นหญิงไม่เคยต้องโทษจำคุก รับราชการด้วยดีมานานไม่มีประวัติด่างพร้อยมาก่อน เงินที่เรียกและรับไปจากผู้เสียหายก็มีจำนวนเล็กน้อย และมีบุตรอายุยังน้อยที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูถึงสองคน พฤติการณ์สมควรรอการลงโทษจำเลยไว้เพื่อให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดีต่อไป..." พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2535 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นาง บุษบา แสง โต จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นาง บุษบา แสง โต
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ วิธุรัติ · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · บุญศรี กอบบุญ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4789/2565ฎีกา 975/2531ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5973/2537ฎีกา 955/2512ฎีกา 2907/2526ฎีกา 1491/2537ฎีกา 313/2526ฎีกา 198/2564ฎีกา 605/2511ฎีกา 2719/2528ฎีกา 3215/2538ฎีกา 1680/2532ฎีกา 4076/2534ฎีกา 7281/2537ฎีกา 852/2538ฎีกา 4392/2531ฎีกา 1337/2538ฎีกา 5138/2537ฎีกา 13537/2553ฎีกา 1575/2518ฎีกา 2747/2529ฎีกา 4649/2533ฎีกา 858/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ