⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 815/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 815/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การร้องทุกข์เกินกำหนด 3 เดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นเหตุให้คดีขาดอายุความ 2. ทนายความไม่มีอำนาจรับเงินแทนลูกความ เว้นแต่จะได้รับมอบหมายโดยชัดแจ้ง การรับเงินมาโดยไม่มีอำนาจดังกล่าว แม้จะเบียดบังเอาไปโดยทุจริต ก็ไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์

ย่อคำพิพากษา

การที่ผู้เสียหายมีหนังสือร้องเรียนต่อประธานคณะกรรมการมรรยาททนายความให้ดำเนินการแก่จำเลย ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายรู้เรื่องการยักยอกเงินและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันมีหนังสือดังกล่าวเป็นอย่างช้า แต่ผู้เสียหายเพิ่งมาร้องทุกข์และมอบคดีต่อพนักงานสอบสวนเกินกำหนด 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามป.อ. มาตรา 96 เมื่อผู้เสียหายไม่ได้มอบหมายให้จำเลยมีอำนาจรับเงินจากค. แทนผู้เสียหาย จำเลยในฐานะทนายความของผู้เสียหายจึงเพียงแต่มีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนผู้เสียหายได้เท่านั้น ไม่มีอำนาจที่จะรับเงินซึ่งจะชำระแก่ผู้เสียหาย เงินที่จำเลยรับไว้จาก ค. จึงยังไม่ใช่เป็นเงินของผู้เสียหายแม้จะฟังว่าจำเลยได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไว้เป็นของตนโดยทุจริต ก็ยังไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของผู้เสียหาย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.28 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.121 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.62 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.63 ประมวลกฎหมายอาญา ม.96 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352 ประมวลกฎหมายอาญา ม.353

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352,353 และให้จำเลยใช้เงินจำนวน 48,800 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 ลงโทษจำคุก 10 เดือน ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 48,800 บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับข้อกล่าวหาของโจทก์ที่ว่าจำเลยได้ยักยอกเงินจำนวน 13,800 บาท ที่ผู้เสียหายมอบให้แก่จำเลยเพื่อใช้ชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการจดทะเบียนนิติกรรมขายฝากที่ดินนั้น ผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อทราบว่าไม่มีการจดทะเบียนนิติกรรมขายฝากที่ดินแล้ว ผู้เสียหายได้ทวงเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยแต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ ผู้เสียหายจึงมีหนังสือลงวันที่ 20สิงหาคม 2530 ตามเอกสารหมาย ล.4 ร้องเรียนต่อประธานคณะกรรมการมรรยาททนายความให้ดำเนินการแก่จำเลย จากคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวประกอบกับข้อความในเอกสารหมาย ล.4 แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายรู้เรื่องการยักยอกเงินจำนวน 13,800 บาท ดังกล่าวและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2530 เป็นอย่างช้า ซึ่งความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ 353ที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยมานั้น เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 356 แต่ผู้เสียหายเพิ่งมาร้องทุกข์และมอบคดีต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2531 ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเกินกำหนดสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีของโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความตามมาตรา 96 แล้วโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง สำหรับข้อกล่าวหาของโจทก์ที่ว่า จำเลยยักยอกเงินจำนวน 35,000บาท ที่นายคำ ชัยมีเขียว นำมามอบให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายนั้นข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่าผู้เสียหายจ้างจำเลยเป็นทนายความให้ฟ้องเรียกเงินกู้จากนายคำต่อมาผู้เสียหายกับนายคำได้ประนีประนอมยอมความกันโดยนายคำยอมชำระเงิน 45,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ชำระให้ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ 10,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 35,000บาท จะผ่อนชำระ ต่อมานายคำได้นำเงิน 35,000 บาทที่เหลือไปชำระให้แก่จำเลย จำเลยรับเงินดังกล่าวไว้แล้วไม่นำไปมอบให้แก่ผู้เสียหาย ศาลฎีกาเห็นว่าตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้มอบหมายให้จำเลยมีอำนาจรับเงินจากนายคำแทนผู้เสียหายดังนั้น จำเลยในฐานะเป็นทนายความของผู้เสียหายจึงเพียงแต่มีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนผู้เสียหายได้เท่านั้นจำเลยหามีอำนาจที่จะรับเงินซึ่งจะชำระแก่ผู้เสียหายไม่ ฉะนั้นเงินจำนวน 35,000 บาท ที่จำเลยรับไว้จากนายคำจึงยังมิใช่เป็นเงินของผู้เสียหาย แม้จะฟังว่าจำเลยได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไว้เป็นของตนโดยทุจริตก็ตาม ก็ยังไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงไม่มีสิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้อง ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 190/2532 ระหว่างนายกริช ศิริชาติชัย โจทก์ นายไพฑูรย์สายแก้วเทศ จำเลย..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 815/2535 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นาย วัน ชัย รัตนโชติ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นาย วัน ชัย รัตนโชติ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ตัน เวทไว · บุญส่ง วรรณกลาง · วิทวัส อยู่วัฒนา
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 8080/2538ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3593/2529ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 1813/2531ฎีกา 15230/2555ฎีกา 5790/2541ฎีกา 45/2484ฎีกา 10552/2553ฎีกา 2386/2541ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 1239/2481ฎีกา 2027/2536ฎีกา 954/2502ฎีกา 2207/2533ฎีกา 183/2526ฎีกา 584/2519ฎีกา 4018/2542ฎีกา 4205/2541ฎีกา 13195/2556
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ