คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 968/2535
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรอการลงโทษจำคุกตาม ป.อ. มาตรา 56 นั้น ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี การกระทำความผิดของจำเลยว่ามีเหตุอันควรปรานีหรือไม่ แม้การกระทำความผิดจะมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ แต่หากมีเหตุอื่นประกอบ เช่น สภาพพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม มีการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยราษฎร หรือทางการมีนโยบายให้เป็นที่ทำกินของราษฎร ก็อาจเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจรอการลงโทษได้
ย่อคำพิพากษา
แม้ป่าไม้จะเป็นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญที่ประชาชนควรจะร่วมกันบำรุงรักษาป้องกันไว้ และพื้นที่ป่าที่จำเลยกระทำความผิดจะมีเนื้อที่มากถึง 62 ไร่เศษก็ตาม แต่ตามหลักฐานต่าง ๆ ของจำเลยในสำนวนซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งปรากฏว่าพื้นที่ป่าที่จำเลยกระทำความผิดมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม มีผู้อื่นได้รับสัมปทานทำเหมืองแร่มาก่อน บริเวณใกล้เคียงมีราษฎรเข้าไปจับจองทำกินอยู่เป็นจำนวนมาก หลังเกิดเหตุแล้วทางการก็ดำเนินการปักปัน แนวเขตเตรียมการจะให้เป็นที่ทำกินของราษฎร พฤติการณ์แห่งคดีการกระทำความผิดของจำเลยเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงนัก มีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษให้จำเลย ตามป.อ. มาตรา 56.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 14, 31 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 มาตรา 3 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 กับสั่งให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากป่าที่ยึดถือครอบครอง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 14, 31 วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 มาตรา 3 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุก 2 ปี ปรับ 30,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก1 ปี ปรับ 15,000 บาท เมื่อพิเคราะห์เกี่ยวกับสภาพพื้นที่ของป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้องและคำแถลงของโจทก์และจำเลยแล้ว ปรากฏว่าจำเลยเป็นลูกจ้าง และพื้นที่ตามฟ้องดังคำแถลงของจำเลย โจทก์มิได้โต้เถียงเพียงแต่กล่าวแถลงว่าเอกสารราชการอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ยังไม่ทราบผล และเมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติของจำเลย กับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยพร้อมบริวารออกจากป่าที่ยึดถือครอบครอง
โจทก์อุทธรณ์ขอไม่ให้รอการลงโทษจำเลย
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษให้จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ป่าไม้จะเป็นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญที่ประชาชนควรจะร่วมกันบำรุงรักษาป้องกันไว้และพื้นที่ป่าที่จำเลยกระทำความผิดจะมีเนื้อที่มากถึง 62 ไร่เศษก็ตาม แต่ตามหลักฐานต่าง ๆของจำเลยในสำนวนซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งปรากฏว่าพื้นที่ป่าที่จำเลยกระทำความผิดมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรมมีผู้อื่นได้รับสัมปทานทำเหมืองแร่มาก่อน บริเวณใกล้เคียงมีราษฎรเข้าไปจับจองทำกินอยู่เป็นจำนวนมาก หลังเกิดเหตุแล้วทางการก็ดำเนินการปักปันแนวเขตเตรียมการจะให้เป็นที่ทำกินของราษฎร พฤติการณ์แห่งคดีการกระทำความผิดของจำเลยจึงมิใช่เรื่องร้ายแรงนัก กรณีมีเหตุอันควรปรานีเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป..."
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 968/2535
พนักงานอัยการ จังหวัด ลำพูน โจทก์
นางสาว พรรณี ไชย งาม จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ลำพูน · จำเลย - นางสาว พรรณี ไชย งาม |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมศักดิ์ วิธุรัติ · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · อัครวิทย์ สุมาวงศ์ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ