⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1807/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1807/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศ หากถึงแก่มรณภาพโดยมิได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์สินนั้นย่อมตกเป็นของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น

ย่อคำพิพากษา

เมื่อเจ้ามรดกเป็นพระภิกษุถึงแก่มรณภาพโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้เงินของเจ้ามรดกที่ได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของผู้คัดค้านซึ่งเป็นวัดที่เป็นภูมิลำเนาของเจ้ามรดก แม้ผู้ร้องที่ 2 จะเป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้วและเป็นทายาทโดยธรรมก็หามีสิทธิในเงินดังกล่าวไม่ จึงไม่ใช่ทายาทสำหรับเงินจำนวนนี้ และมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมาร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1623 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1713

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของนายเจริญ ดามาพงศ์ หรือพระครูเจริญดามาพงศ์ โดยได้แต่งงานตามประเพณีนิยม และทำมาหากินร่วมกันตลอดมา มีบุตรด้วยกันสองคน คือ ผู้ร้องที่ 2 และนางสุดา ศรีโสภณซึ่งนายเจริญให้การรับรองว่าเป็นบุตรแล้ว ต่อมา เมื่อปี 2508นายเจริญได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุและถึงแก่มรณภาพขณะที่เป็นพระภิกษุในวันที่ 30 ธันวาคม 2528 โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ก่อนถึงแก่มรณภาพ นายเจริญหรือพระครูเจริญมีทรัพย์มรดกเป็นเงินฝากไว้ในธนาคารหลายแห่งรวมจำนวน 1,200,000 บาท การจัดการมรดกของพระครูเจริญมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องทั้งสองมีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้จัดการมรดกได้ตามกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของพระครูเจริญผู้มรณภาพ ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 มิได้เป็นภรรยาและบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพระครูเจริญ ดามาพงศ์ ทั้งตามบัญชีเงินฝากธนาคารในนามของพระครูเจริญเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้าน ผู้ร้องทั้งสองไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของผู้คัดค้านจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอจัดการมรดก ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจริญหรือพระครูเจริญ ดามาพงศ์ ผู้มรณภาพ โดยให้ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องคัดค้าน ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าผู้ร้องที่ 1 ได้แต่งงานตามประเพณีนิยมและอยู่กินเป็นสามีภรรยากับนายเจริญ ดามาพงศ์ ตลอดมาจนมีบุตรสองคน คือผู้ร้องที่ 2 และนางสุดา ศรีโสภณ แต่มิได้จดทะเบียนสมรสต่อมามารดาของนายเจริญถึงแก่กรรม ในปี 2508 นายเจริญ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุและจำพรรษาอยู่ที่วัดสน เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร นานประมาณ11 ปี จึงย้ายมาจำพรรษาและดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดทุ่งครุผู้คัดค้านตั้งแต่ปี 2518 ตลอดมา จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพในวันที่ 30 ธันวาคม 2528 โดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ขณะที่พระครูเจริญหรือพระครูพิพิธพัฒโนดม ถึงแก่มรณภาพ มีเงินฝากไว้ในธนาคารต่าง ๆ เป็นเงิน 1,020,000 บาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องที่ 2 เป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของพระครูเจริญหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623บัญญัติว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรมและมาตรา 1624 บัญญัติว่าทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติของวัดไม่ และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้สำหรับคดีนี้ผู้ร้องทั้งสองนำสืบว่า ทรัพย์สินของพระครูเจริญที่มีอยู่ก่อนอุปสมบทมีเพียงที่นา 40 ไร่ ที่จังหวัดชัยนาท เท่านั้นหาได้นำสืบว่าพระครูเจริญมีเงินอยู่ก่อนอุปสมบทเป็นจำนวนเท่าใดผู้คัดค้านนำสืบว่าเงินฝากของพระครูเจริญที่ฝากไว้ในธนาคารต่าง ๆเป็นเงินที่ประชาชนบริจาคให้ผู้คัดค้านทั้งปรากฏว่าพระครูเจริญอุปสมบทเป็นพระภิกษุมาตั้งแต่ปี 2508 ก่อนถึงแก่มรณภาพถึง20 ปี เป็นระยะเวลานานมาก เงินฝากในธนาคารต่าง ๆ ในนามของพระครูเจริญ เชื่อได้ว่าเป็นเงินที่พระครูเจริญได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ทั้งปรากฏว่า พระครูเจริญถึงแก่มรณภาพโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้เงินฝากในธนาคารต่าง ๆ จึงตกเป็นสมบัติของผู้คัดค้าน เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าเงินฝากในธนาคารต่าง ๆ ดังกล่าว เป็นเงินที่ประชาชนบริจาคให้แก่ผู้คัดค้านหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงผู้ร้องที่ 2 แม้จะเป็นบุตรนอกกฎหมายที่พระครูเจริญได้รับรองแล้วและเป็นทายาทโดยธรรมก็หามีสิทธิในเงินจำนวนดังกล่าวไม่ ผู้ร้องที่ 2จึงมิใช่ทายาทของพระครูเจริญสำหรับเงินจำนวนนี้ ไม่มีส่วนได้เสียที่จะมาร้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1807/2536 นาง ทองเปลว หรือ เปรว ดามาพงศ์หรืออุทัย ฉาย กับพวก ผู้ร้อง วัด ทุ่งครุ ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - นาง ทองเปลว หรือ เปรว ดามาพงศ์หรืออุทัย ฉาย กับพวก · ผู้คัดค้าน - วัด ทุ่งครุ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เธียรไท สุนทรนันท · นำชัย สุนทรพินิจกิจ · สุชาติ สุขสุมิตร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3785-3787/2552ฎีกา 3188/2533ฎีกา 5080/2542ฎีกา 472/2532ฎีกา 4639/2540ฎีกา 6360/2539ฎีกา 9165/2544ฎีกา 453/2521ฎีกา 1368/2534ฎีกา 3299/2533ฎีกา 3643/2542ฎีกา 174/2524ฎีกา 6291/2554ฎีกา 2241/2566ฎีกา 1248/2530ฎีกา 9317/2556ฎีกา 1086/2520ฎีกา 8222/2540ฎีกา 1642-1643/2530ฎีกา 5022/2533ฎีกา 596/2546ฎีกา 1279/2502ฎีกา 419/2541ฎีกา 6192/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ