คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 216/2536
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้ออุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ถือเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้คู่ความจะไม่ได้ฎีกา เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท หรือตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิคงอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่ฎีกา ข้อหาความผิดฐานรับของโจรจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์โจทก์อุทธรณ์โต้เถียงการรับฟังพยานหลักฐานโจทก์จำเลยของศาลชั้นต้นเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่ว่าการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334หรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ศาลอุทธรณ์หาอาจรับวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 357
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 จำคุก 2 ปี
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท หรือรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ทวิ คงอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะข้อหาความผิดฐานรับของโจร ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่ฎีกา ข้อหาความผิดฐานรับของโจรจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์โจทก์อุทธรณ์โต้เถียงการรับฟังพยานหลักฐานโจทก์จำเลยของศาลชั้นต้นเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่ว่าการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334หรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ศาลอุทธรณ์หาอาจรับวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ นอกจากนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 216/2536
นาย สม ชาย อินทร์ อำนวย โจทก์
นาย เล็ก สุพัฒนะกร กิจ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาย สม ชาย อินทร์ อำนวย · จำเลย - นาย เล็ก สุพัฒนะกร กิจ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มงคล สระฏัน · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · สุนพ กีรติยุติ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา