⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2463/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2463/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ ถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้ฎีกา เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีเพียง 10,750 บาท และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องสอดฎีกาว่า ส.ค.1 ของบิดาผู้ร้องสอดเป็นเอกสารที่ทางราชการออกให้ก่อนเอกสารใบจองของโจทก์ จึงยืนยันความแน่นอนได้ว่าบิดาผู้ร้องสอดอยู่อาศัยในที่พิพาทก่อนโจทก์ โจทก์มีเพียงพยานบุคคล ส่วนสัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยโจทก์ก็ทำขึ้นเองและมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสาระสำคัญ ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ให้จำเลยเช่าที่พิพาท พยานหลักฐานผู้ร้องสอดเชื่อได้ว่า ที่พิพาทเป็นของบิดาผู้ร้องสอดนั้นเป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ผู้ร้องสอดฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 64 ตำบลศาลาลำดวน (ตำบลบ้านแก้ง)อำเภอสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ 52 ไร่ เมื่อวันที่ 14พฤษภาคม 2530 จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวบางส่วนจากโจทก์เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่เศษ มีกำหนด 1 ปี คิดค่าเช่ากันปีละ 600 บาทเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว จำเลยไม่ชำระค่าเช่า และไม่ส่งมอบที่ดินคืน โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าและออกไปจากที่ดินของโจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ นางสาวสุภี บุตดีงาม ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดเป็นบุตรสาวของนายทองดี บุตดีงามหรือบุตร์ดีงาม ระหว่างที่นายทองดีมีชีวิตอยู่มีที่ดิน 1 แปลง ตามหนังสือแบบแจ้งการครอบครอง(ส.ค.1) เลขที่ 163 หมู่ที่ 1 ตำบลศาลาลำดวน (ตำบลบ้านแก้ง)อำเภอสระแก้ว (กิ่งอำเภอสระแก้ว) จังหวัดปราจีนบุรีเนื้อที่ 25 ไร่ หลังจากนายทองดีถึงแก่ความตายแล้ว ที่ดินเป็นมรดกตกทอดแก่ผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา ที่ดินที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเป็นที่ดินของผู้ร้องสอดซึ่งนายทองดีบิดาผู้ร้องสอดได้ให้จำเลยเข้าอยู่อาศัยตั้งแต่บิดาผู้ร้องสอดยังมีชีวิตคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ราคาประมาณ 5,000 บาท ขอให้ห้ามโจทก์มิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายทองดี บุตดีงามหรือบุตร์ดีงาม จึงไม่มีอำนาจร้องสอดที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ให้จำเลยเช่ามาตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม2530 มิใช่อยู่ในที่ดินตามหนังสือแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1)ของบิดาผู้ร้องสอด และคดีของผู้ร้องสอดขาดอายุความ 1 ปี จำเลยยื่นคำให้การแก้ร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นพี่สาวของภรรยาจำเลยและเป็นผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าวสืบต่อจากนายทองดีบุตดีงามหรือบุตร์ดีงาม หลังจากนายทองดีตายแล้ว ผู้ร้องสอดและทายาททุกคนให้จำเลยและภรรยาอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทตามที่ปรากฎในแผนที่พิพาทกลาง และให้จำเลยชำระเงิน 600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และห้ามมิให้ผู้ร้องสอดครอบครองบริเวณที่พิพาทอีกต่อไป จำเลยและผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงเว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลอุทธรณ์ได้มีความเห็นแย้งหรือผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นก็ดีศาลอุทธรณ์ก็ดีได้รับรองไว้ หรือรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ ต้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาเป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์" คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีเพียง 10,750บาท และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ผู้ร้องสอดฎีกาว่า ส.ค.1 ของบิดาผู้ร้องสอดเป็นเอกสารที่ทางราชการออกให้ก่อนเอกสารใบจองของโจทก์จึงยืนยันความแน่นอนได้ว่าบิดาผู้ร้องสอดอยู่อาศัยในที่พิพาทก่อนโจทก์ โจทก์มีเพียงพยานบุคคล ส่วนสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.3ก็ทำขึ้นเองและมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในสาระสำคัญไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ให้จำเลยเช่าที่พิพาท พยานหลักฐานผู้ร้องสอดเชื่อได้ว่าที่พิพาทเป็นของบิดาผู้ร้องสอดนั้น เป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ผู้ร้องสอดฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องสอดมาจึงไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษาให้ยกฎีกาของผู้ร้องสอด ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2463/2536 นาย เพิ่ม อนุ สา โจทก์ ผู้ร้องสอด โจทก์ นางสาว สุภี บุต ดี งาม โจทก์ นาย บุญ เหลือ บุญ ถึง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เพิ่ม อนุ สา · โจทก์ - ผู้ร้องสอด · โจทก์ - นางสาว สุภี บุต ดี งาม · จำเลย - นาย บุญ เหลือ บุญ ถึง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กู้เกียรติ สุนทรบุระ · บุญส่ง วรรณกลาง · ประพัฒน์ อุชุภาพ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 746-750/2538ฎีกา 506/2507ฎีกา 44/2539ฎีกา 1645/2499ฎีกา 606/2489ฎีกา 909/2490ฎีกา 840/2537ฎีกา 2540/2539ฎีกา 3269/2537ฎีกา 1478/2523ฎีกา 5369/2537ฎีกา 2596/2544ฎีกา 1537/2482ฎีกา 2073/2538ฎีกา 9686/2539ฎีกา 38/2549ฎีกา 1533/2519ฎีกา 1056/2492ฎีกา 943/2520ฎีกา 1203/2549ฎีกา 401/2481ฎีกา 3552/2539ฎีกา 2662/2538ฎีกา 7578/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา