⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3612/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์จะฟ้องคดีต่อศาลได้นั้น จะต้องบรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจำเลยได้กระทำการหรืองดเว้นการกระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอาศัยมูลเหตุตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินซึ่งจำเลยทำไว้กับโจทก์ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยประพฤติหรือปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าว อันเป็นการ โต้แย้ง สิทธิหรือหน้าของโจทก์เกี่ยวกับสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงไม่ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ศาลไม่รับ คำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของสิทธิครอบครองที่ดินรวม 3 แปลงตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 580, 640 และ 653 ตำบลป่าป้องอำเภอดอยสะเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน85 ตารางวา, 10 ไร่ 10 ตารางวา และ 13 ไร่ 3 งาน 25 ตารางวาตามลำดับ ความจริงที่ดินทั้งสามแปลงนั้นมีเขตรุกล้ำเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่รวมกันประมาณ 12 ไร่ 40 ตารางวาโจทก์ได้ขออนุญาตต่อทางราชการเพื่อทำกินที่ดินส่วนที่ได้รุกล้ำเช่นนั้น ซึ่งต่อมาโจทก์ได้รับหนังสืออนุญาตจากทางราชการให้ทำกินในที่ดินดังกล่าวได้ หนังสือที่ว่านี้คือ สทก.1 ลงวันที่ 27พฤษภาคม 2530 รหัส ป่า ชม.15 เลขที่ดิน 1 ระวางหมายเลข 4846-4อำเภอดอยสะเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่40 ตารางวา ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2530 จำเลยขอซื้อที่ดินตาม น.ส.3 ก. ทั้งสามแปลง โจทก์ได้แจ้งให้ทราบว่าจำนวนเนื้อที่ที่แท้จริงมีรวมกันเพียงประมาณ 17 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา ส่วนเนื้อที่ที่ระบุไว้เกินกว่านั้นทางด้านทิศใต้รุกล้ำเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยรับทราบแล้วตกลงซื้อเฉพาะจำนวนเนื้อที่ที่ไม่รุกล้ำเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ครั้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2531 โจทก์กับจำเลยได้จดทะเบียนการซื้อขายที่ดินดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อำเภอดอยสะเก็ต และทำบันทึกไว้ว่าโอนขายสิทธิกันเฉพาะจำนวนเนื้อที่เพียงเท่าที่ไม่รุกล้ำเขตป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น ต่อมาจำเลยขอซื้อที่ดินจากโจทก์เต็มจำนวนเนื้อที่ตามที่ระบุไว้ใน น.ส.3 ก. ทั้งสามฉบับ คือรวมทั้งที่ดินตาม สทก.1 ด้วย โจทก์ตกลงจะขายที่ดินดังกล่าวนี้ให้จำเลย และจำเลยได้วางเงินมัดจำไว้ต่อโจทก์ 100,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับการทักท้วงจากผู้ใหญ่ในทางราชการว่า ที่ดิน สทก.1 นั้น ห้ามทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิหรือให้เช่าช่วงทำกินไปยังบุคคลอื่นโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะโอนโดยเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาอย่างใด มิฉะนั้นจะถูกสั่งเพิกถอนทันที โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยว่า การซื้อขายเช่นนั้นเป็นการขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้งและแจ้งให้จำเลยรับเงินมัดจำ 100,000 บาทคืนจากโจทก์ จำเลยได้รับทราบแล้ว แต่จำเลยไม่ไปรับเงินคืน และกลับกล่าวอ้างว่าได้บอกขายที่ดินเต็มจำนวนเนื้อที่ที่ระบุไว้ใน น.ส.3 ก. ทั้งสามแปลงนั้นให้แก่บุคคลอื่นโดยมิได้แจ้งเหตุแห่งการรอนสิทธิอันเนื่องมาจากการที่ที่ดิน ตามน.ส.3 ก. ทั้งสามแปลงมีเขตรุกล้ำเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นเหตุให้ผู้ที่ตกลงซื้อเข้ามาตรวจสอบที่ดินตาม สทก. 1 ของ โจทก์โจทก์ต้องคอยระวังแก้ไขชี้แจงเพื่อมิให้มีการเข้าใจผิด อันจะเกิดเป็นปัญหาสลับซับซ้อนจนขาดความเป็นปกติสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะเวลานับตั้งแต่โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและแจ้งให้จำเลยรับเงินมัดจำคืนจนถึงวันฟ้องล่วงเลยมาเกิน 1 เดือนแล้ว จำเลยก็ยังไม่ไปรับเงินมัดจำคืนจากโจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับส่งเช็คส่งสั่งจ่ายเงิน 100,000บาทไปยังจำเลยด้วย จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว โจทก์ตรวจสอบกับธนาคารที่สั่งจ่ายในเวลาต่อมาปรากฏว่าจำเลยไม่ไปรับเงินตามเช็คฉบับนั้นและกลับกระทำการต่อคนทั้งหลายว่า จำเลยเป็นเจ้าของสิทธิในที่ดินตาม สทก. 1 ของโจทก์และบอกขายที่ดินดังกล่าวนี้ให้บุคคลอื่น เป็นเหตุให้โจทก์ไม่เป็นปกติสุขโดยต้องเพิ่มความระมัดระวังดูแลโดยไม่จำเป็น พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการละเมิดโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยให้เลิกกระทำการเกี่ยวข้อในที่ดินตาม สทก. 1 รหัสป่า ชม. 15 เลขที่ดิน 1ระวางหมายเลข 4846-4 อำเภอดอยสะเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ให้จำเลยรับเงินมัดจำ 100,000 บาท คืนจากโจทก์ และให้จำเลยดำเนินขอรังวัดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อำเภอดอยสะเก็ต โดยให้ลดจำนวนเนื้อที่ตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 580, 640 และ 653 ที่จำเลยยึดถือครอบครองไว้นั้นให้เป็นการถูกต้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำฟ้องโจทก์ยังไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิแต่อย่างใด จึงไม่รับคำฟ้องของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอาศัยมูลเหตุตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินซึ่งจำเลยทำไว้กับโจทก์ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยประพฤติหรือปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าวอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์เกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวแต่ประการใด โจทก์จึงไม่ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับคำฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2536 นาย อำนาจ ทอง ปั้น โจทก์ นาย ราชันย์ วีระพันธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย อำนาจ ทอง ปั้น · จำเลย - นาย ราชันย์ วีระพันธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์ · ชวลิต พรายภู่
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544ฎีกา 73-74/2506ฎีกา 2765/2548ฎีกา 2368/2523ฎีกา 1025/2487ฎีกา 1971/2494ฎีกา 789/2515ฎีกา 513/2546ฎีกา 7577/2538ฎีกา 1112/2535ฎีกา 1035/2519ฎีกา 1173/2497ฎีกา 1083/2536ฎีกา 768/2518ฎีกา 2498/2550ฎีกา 2126/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา