⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 396/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 396/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขาดนัดพิจารณาของจำเลยที่เกิดจากความบกพร่องของทนายจำเลยเอง โดยทนายจำเลยไม่ได้เอาใจใส่ในหน้าที่ ถือว่าเป็นการขาดนัดโดยจงใจ และไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

ย่อคำพิพากษา

แม้ในวันนัดสืบพยานโจทก์ อัยการในฐานะทนายจำเลยได้ไปป่วยท้องเดินอยู่ที่จังหวัดอื่น แต่ปรากฏว่าทนายจำเลยไม่ได้คิดเรื่องงานเลย ไม่ได้โทรศัพท์สอบถามไปยังตัวความหรือผู้บังคับบัญชาทั้งเมื่อกลับมาทราบว่าศาลได้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวแล้วก็กลับปล่อยเวลาล่วงเลยไปถึง 25 วัน จึงมายื่นขอพิจารณาคดีใหม่ ดังนี้เป็นการไม่เอาใจใส่ในหน้าที่และเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเอง กรณีนี้จึงต้องถือว่าการขาดนัดพิจารณาของจำเลยเป็นไปโดยจงใจ และไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.199 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.208 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.209

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินค่าซื้อเครื่องสูบน้ำดับเพลิงให้โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา และฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระเงินค่าปรับในฐานผิดสัญญาโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าโจทก์มิได้ผิดสัญญาและว่าฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุม ในวันสืบพยานโจทก์นัดแรกจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดพิจารณา และพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว โดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 110,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ว่า เหตุที่ทนายจำเลยไม่มาศาลในวันสืบพยานเนื่องจากทนายจำเลยเดินทางไปต่างจังหวัด ก่อนที่จะเดินทางกลับได้เกิดป่วยต้องพักรักษาตัว ไม่อาจเดินทางกลับมาได้ทัน ส่วนทนายจำเลยอีกคนหนึ่งนั้นย้ายไปรับราชการที่อื่นแล้วจำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา ถ้าหากจำเลยได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบแล้วจำเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งไต่สวนคำร้องและพิจารณาคดีใหม่ โจทก์คัดค้านว่า ทนายจำเลยอ้างว่าป่วยนั้น ไม่เป็นความจริงทนายจำเลยบกพร่องหลงลืมวันนัดพิจารณา เป็นการจงใจขาดนัดพิจารณาขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2533 เวลา 13.30 นาฬิกาและทนายจำเลยได้ทราบกำหนดนัดวันสืบพยานโจทก์แล้ว การที่ทนายจำเลยอ้างว่าเดินทางไปจังหวัดเพชรบูรณ์ในวันเสาร์ที่ 20 มกราคม 2533ต่อมาวันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม 2533 ได้เดินทางจากจังหวัดเพชรบูรณ์ไปที่สถานีรถไฟตะพานหิน เพื่อจะโดยสารรถไฟกลับกรุงเทพมหานครทนายจำเลยเกิดท้องเดินต้องไปพักรักษาตัวที่คลินิคของนายแพทย์สุขวัฒน์ ทัศนเอกจิต ซึ่งอยู่ที่หน้าตลาดเทศบาลเมืองพิจิตร จนถึงวันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2533 เวลา 14นาฬิกา อาการดีขึ้นจึงเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 23มกราคม 2533 มาปฏิบัติราชการได้ตรวจสมุดนัดความจึงทราบว่าไม่ได้มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์นั้น เห็นว่า แม้เหตุดังกล่าวจะเป็นความจริงดังที่ทนายจำเลยอ้างก็ตามทนายจำเลยก็เป็นพนักงานอัยการย่อมรู้กฎหมายและกระบวนวิธีพิจารณาคดีของศาลดีว่า ความสำคัญของผลคดีที่ขาดนัดพิจารณานั้นเป็นอย่างไร เมื่อทนายจำเลยเองทราบว่าในเช้าวันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2533 ตนเองมาปฏิบัติราชการไม่ได้ก็น่าจะขวนขวายดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น โทรศัพท์ถามไปยังจำเลยตัวความ หรือโทรศัพท์ไปยังหัวหน้าพนักงานอัยการกองคดีแพ่ง(กอง 5) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาให้ช่วยตรวจสอบว่า มีคดีที่ตนรับผิดชอบนัดพิจารณาในวันนั้นหรือไม่ เพื่อจะได้ดำเนินการขอเลื่อนหรือแก้ไขต่อไป แต่ทนายจำเลยก็หาได้กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ทั้งที่ได้ความจากคำเบิกความของทนายจำเลยเองว่าที่คลินิคที่ทนายจำเลยพักรักษาตัวอยู่นั้นก็มีโทรศัพท์ ทนายจำเลยไม่ได้โทรศัพท์แจ้งให้ทางที่ทำงานทราบ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของทนายจำเลยอีกว่าทนายจำเลยไม่ได้คิดเรื่องงานเลย ประกอบกับเมื่อทนายจำเลยทราบวันเวลานัดในวันที่ 23 มกราคม 2533 แล้วทนายจำเลยน่าจะกระตือรือร้นรีบยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่โดยเร็วแต่กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปประมาณ 25 วัน ทนายจำเลยมีหน้าที่ต้องเอาใจใส่ในการต่อสู้คดีของตัวความ การที่ทนายจำเลยไม่ขวนขวายดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งและปล่อยปละละเลยดังกล่าวมา จึงเป็นการไม่เอาใจใส่ในหน้าที่และเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเอง กรณีเช่นนี้ต้องถือว่าการขาดนัดพิจารณาของจำเลยเป็นไปโดยจงใจและไม่มีเหตุอันสมควร เพราะมิฉะนั้นแล้วก็จะยกขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ได้เสมอศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำร้องจำเลยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 396/2536 บริษัท สห มณฑล จำกัด โจทก์ การ นิคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศ ไทย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท สห มณฑล จำกัด · จำเลย - การ นิคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศ ไทย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีชา ธนานันท์ · สมาน เวทวินิจ · ปรีชา เฉลิมวณิชย์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1069/2527ฎีกา 345/2520ฎีกา 1633/2532ฎีกา 280/2530ฎีกา 1460/2515ฎีกา 1913/2520ฎีกา 2152/2536ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1108/2535ฎีกา 3909/2535ฎีกา 1383/2506ฎีกา 125/2511ฎีกา 177/2538ฎีกา 3290/2525ฎีกา 5105/2528ฎีกา 324/2503ฎีกา 5011/2532ฎีกา 1546/2514ฎีกา 9502/2544ฎีกา 76/2523ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1010/2520ฎีกา 1055/2510ฎีกา 7040/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ