⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 401/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 401/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การชำระหนี้ที่จำเลยได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้ภายในสามเดือนก่อนมีการขอให้ล้มละลายและมีเจตนาให้เจ้าหนี้ได้เปรียบเสียเปรียบกัน ย่อมตกเป็นโมฆะและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขอให้ศาลเพิกถอนได้ โดยไม่คำนึงถึงความสุจริตของเจ้าหนี้หรืออำนาจในการฟ้องร้องของเจ้าหนี้เดิม

ย่อคำพิพากษา

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการชำระหนี้ที่จำเลยชำระให้แก่ผู้คัดค้าน ตามความในมาตรา 115แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 โดยอ้างว่าเป็นการชำระหนี้ภายใน 3 เดือน ก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลาย โดยมุ่งหมายให้เจ้าหนี้ได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเพียงว่า ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้โดยสุจริตและโจทก์ไม่มีอำนาจขอรับชำระหนี้เพราะให้จำเลยกู้ยืมโดยรู้อยู่ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว มิได้คัดค้านว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านเกินกว่า3 เดือน ก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลายและมิได้มุ่งหมายให้เจ้าหนี้ได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน จึงไม่มีสิทธินำสืบในประเด็นดังกล่าว เมื่อผู้ร้องนำสืบได้ความตามคำร้องแล้ว คดีจึงวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานกันต่อไป เพราะข้อต่อสู้ของผู้คัดค้านที่ว่า ได้รับชำระหนี้ไว้โดยสุจริตก็ดี โจทก์ไม่มีอำนาจขอรับชำระหนี้ก็ดี หาได้เป็นข้อสาระสำคัญในการพิจารณาเพิกถอนการโอนหรือการกระทำของจำเลยตามความในมาตรา 115 แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลายฯ ไม่ การเพิกถอนการชำระหนี้เป็นไปโดยผลของคำพิพากษาตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนก็ยังถือว่าเป็นการชำระหนี้โดยชอบอยู่ กรณียังถือไม่ได้ว่ามีการผิดนัดนับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนอันจะเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านต้องรับผิดชำระดอกเบี้ย ผู้ร้องคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.115

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยได้กู้เงินไปจากผู้คัดค้านรวมห้าครั้ง เป็นเงิน 144,900 บาท ซึ่งเป็นการชำระหนี้ภายในระยะเวลา 3 เดือน ก่อนมีการขอให้ล้มละลายโดยมุ่งหมายให้เจ้าหนี้ได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน ขอให้เพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าวโดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 144,900 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองทรัพย์สินของจำเลย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ได้รับชำระหนี้ไว้โดยสุจริตและโจทก์ไม่มีอำนาจขอรับชำระหนี้ เพราะโจทก์ให้จำเลยกู้ยืมโดยรู้อยู่ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานผู้ร้องไปได้บางส่วนก็ให้งดการไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการชำระหนี้ที่จำเลยชำระให้แก่ผู้คัดค้านเสีย ให้ผู้คัดค้านชำระเงิน 144,900 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองทรัพย์สินของจำเลย ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการชำระหนี้ที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์(น่าจะหมายถึงผู้คัดค้าน) ตามความในมาตรา 115 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 โดยอ้างว่าเป็นการชำระหนี้ภายใน 3 เดือนก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลาย โดยมุ่งหมายให้เจ้าหนี้ได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเพียงว่าผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้ไว้โดยสุจริตและโจทก์ไม่มีอำนาจขอรับชำระหนี้เพราะให้จำเลยกู้ยืมโดยรู้อยู่ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวมิได้คัดค้านว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านเกินกว่า 3 เดือนก่อนมีการขอให้จำเลยล้มละลาย และมิได้มุ่งหมายให้เจ้าหนี้ได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกันจึงไม่มีสิทธินำสืบในประเด็นดังกล่าวเมื่อผู้ร้องนำสืบได้ความตามคำร้องแล้ว คดีจึงวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานกันต่อไป เพราะข้อต่อสู้ของผู้คัดค้านที่ว่าได้รับชำระหนี้ไว้โดยสุจริตก็ดี โจทก์ไม่มีอำนาจขอรับชำระหนี้ก็ดีหาได้เป็นข้อสาระสำคัญในการพิจารณาเพิกถอนการโอนหรือการกระทำของจำเลยตามความในมาตรา 115 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานผู้ร้องและผู้คัดค้าน และให้เพิกถอนการชำระหนี้ที่จำเลยชำระแก่ผู้คัดค้านจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาที่ว่า ผู้คัดค้านจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อใดนั้นเห็นว่า การเพิกถอนการชำระหนี้เป็นไปโดยผลของคำพิพากษา ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนก็ยังถือว่าเป็นการชำระหนี้โดยชอบอยู่ กรณียังถือไม่ได้ว่ามีการผิดนัดนับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนอันจะเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านต้องรับผิดชำระดอกเบี้ย ผู้ร้องคงมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ..." พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้ผู้คัดค้านชำระนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 401/2536 ธนาคาร เพื่อ การเกษตร และ สหกรณ์การเกษตร โจทก์ เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้อง กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้คัดค้าน สหกรณ์การเกษตร เมือง สมุทรสงคราม จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร เพื่อ การเกษตร และ สหกรณ์การเกษตร · ผู้ร้อง - เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ · ผู้คัดค้าน - กรมส่งเสริมสหกรณ์ · จำเลย - สหกรณ์การเกษตร เมือง สมุทรสงคราม จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สะสม สิริเจริญสุข · บุญส่ง วรรณกลาง · สุทธิ นิชโรจน์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 4873/2528ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 72/2505ฎีกา 2709/2538ฎีกา 75/2481ฎีกา 462/2507ฎีกา 4484/2536ฎีกา 1302/2535ฎีกา 3827/2542ฎีกา 759/2519ฎีกา 24/2542ฎีกา 138/2530ฎีกา 1065/2513ฎีกา 8087/2543ฎีกา 582/2510ฎีกา 1601/2529ฎีกา 486/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ