คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4603/2536
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการแย่งการครอบครองในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองและจำเลยได้แย่งการครอบครองไปแล้วเกินกว่า 1 ปี โดยโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ประเด็นแห่งคดีจะเหลือเพียงว่าใครมีสิทธิครอบครองในที่พิพาท.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินโจทก์ขอให้ขับไล่ การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์ แต่เป็นของจำเลยหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองจำเลยก็ได้แย่งการครอบครองจากโจกท์มาแล้วกว่า 1 ปี และโจทก์มิได้ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง นั้น คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าโจทก์หรือจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่พิพาท กรณีไม่มีประเด็นในเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินตาม ป.พ.พ.มาตรา 1375 เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสมบูรณ์ คู่พงศ์กร · จำเลย - นายชนะ ลาภวรกิจชัย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วิทวัส อยู่วัฒนา · ไพศาล รางชางกูร · ไพศาล รางชางกูร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายวิชิต ทัศนานุกุลกิจ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ - นายประพัฒน์ อุชุภาพ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา