⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4846/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4846/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเรียกรับเงินเพื่อจูงใจเจ้าพนักงานให้กระทำการในหน้าที่โดยทุจริตให้เป็นคุณแก่ผู้ใด ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว แม้จะยังไม่ได้มีการจูงใจเจ้าพนักงานให้กระทำการตามที่ตกลงกันก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยที่ 1 เรียกและรับเงินจำนวน 1,000,000 บาท ไปจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกาโดยวิธีอันทุจริต ให้กระทำการในหน้าที่โดยพิพากษาคดีให้เป็นคุณแก่ผู้เสียหายให้ผู้เสียหายชนะคดีในชั้นศาลฎีกานั้นครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว จำเลยที่ 1 จะได้ไปจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกาให้กระทำการในหน้าที่ให้เป็นคุณแก่ผู้เสียหายหรือไม่ หาใช่องค์ประกอบของความผิดไม่ ดังนั้นแม้ศาลชั้นต้นจะได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปก่อนที่จำเลยที่ 1 จะได้เรียกและรับเงินจากผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ย่อมไม่สามารถจะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกาให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณแก่ผู้เสียหายได้ทันก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.143

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันอ้างต่อนายเฉลิมศักดิ์เบญจานุวัตร ว่าจำเลยทั้งสองรู้จักผู้พิพากษาศาลฎีกา สามารถติดต่อกับผู้พิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวให้พิจารณาพิพากษาคดีให้ฝ่ายของเฉลิมศักดิ์ชนะคดีได้ แล้วจำเลยทั้งสองได้เรียกเอาเงินจำนวน1,100,000 บาท จากนายเฉลิมศักดิ์โดยอ้างว่าจะนำเอาไปให้แก่ผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการดังกล่าว โดยวิธีการอันทุจริตเพื่อกระทำการในหน้าที่ให้เป็นคุณแก่นายเฉลิมศักดิ์ จนนายเฉลิมศักดิ์ยอมจ่ายเงินให้จำเลยทั้งสองไปเป็นเงิน 1,000,000บาท เพื่อกระทำการดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา83, 143 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ให้จำคุก 4 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาผู้ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ขณะจำเลยที่ 1เรียกและรับเงินจากนายเฉลิมศักดิ์นั้น ศาลจังหวัดสมุทรปราการได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปแล้ว วัตถุประสงค์ในการกระทำได้ผ่านพ้นไปแล้วจึงขาดองค์ประกอบของความผิดนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 เรียกและรับเงินจำนวน 1,000,000 บาทไปจากนายเฉลิมศักดิ์เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกาโดยวิธีอันทุจริต ให้กระทำการในหน้าที่โดยพิพากษาคดีให้เป็นคุณแก่นายเฉลิมศักดิ์ให้นายเฉลิมศักดิ์ชนะคดี ในชั้นศาลฎีกานั้นครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143แล้ว จำเลยที่ 1 จะได้ไปจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกาให้กระทำการในหน้าที่ให้เป็นคุณแก่นายเฉลิมศักดิ์หรือไม่หาใช่องค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ไม่ดังนั้นแม้ศาลชั้นต้นจะได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไปก่อนที่จำเลยที่ 1จะได้เรียกและรับเงินจากนายเฉลิมศักดิ์ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่สามารถจะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกาให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณแก่นายเฉลิมศักดิ์ได้ทันก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดเพราะขาดองค์ประกอบความผิดไปแต่อย่างใดฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดจึงฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4846/2536 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นาย ธวัชชัย เอื้ออำพน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นาย ธวัชชัย เอื้ออำพน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนพ กีรติยุติ · ชลิต ประไพศาล · สุเมธ อุปนิสากร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2530/2527ฎีกา 423/2522ฎีกา 130/2528ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1715/2545ฎีกา 185/2566ฎีกา 729/2483ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 227/2507ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 3380/2531ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 2680/2531ฎีกา 7891/2544ฎีกา 5174/2533ฎีกา 3295/2543ฎีกา 1189/2537ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 15335-15336/2555ฎีกา 8534/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ