คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5395/2536
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีโดยสุจริตว่ามีสิทธิได้รับชำระหนี้ มิใช่การจงใจกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421
ย่อคำพิพากษา
โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองไปแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจได้ฟ้องบังคับชำระหนี้และบังคับจำนองโจทก์เป็นคดีอีก แต่เมื่อโจทก์ตัดต่อขอให้จำเลยที่ 1ถอนฟ้อง ทนายจำเลยที่ 1 ก็ดำเนินการถอนฟ้องโจทก์ก่อนมีการสืบพยานเห็นได้ว่าในขณะฟ้องคดีดังกล่าว จำเลยที่ 2 เข้าใจโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากโจทก์ การฟ้องโจทก์ในคดีดังกล่าวจึงมุ่งประสงค์จะให้ศาลบังคับให้โจทก์ชำระหนี้ มิได้จงใจกลั่นแกล้งฟ้องโจทก์เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ทั้งตามพฤติการณ์ในคดีฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการประมาทเลินเล่อจึงไม่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เดิมโจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการเบิกเงินเกินบัญชีของนางสุมาลี สืบแสงอินทร์ ไว้แก่จำเลยที่ 1พร้อมกับนำโฉนดที่ดินของโจทก์จดทะเบียนจำนองด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองในต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน1,138,842.47 บาท โจทก์ต่อรองขอชำระเพียง 900,000 บาทและขอไถ่ถอนจำนอง จำเลยที่ 1 อนุมัติ โจทก์จึงไถ่ถอนจำนองไปแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์บังคับชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันนางสุมาลีอีกเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยทั้งสองให้การว่า แม้โจทก์จะชำระเงินจำนวน900,000 บาท ไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่โจทก์ยังมีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันอยู่หนี้ตามหนังสือค้ำประกันยังไม่ระงับการฟ้องคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 กระทำโดยสุจริตมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ทราบมาก่อนว่ามีการไถ่ถอนจำนองเพิ่งทราบก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์และเมื่อทราบแล้วก็ได้ถอนฟ้องโจทก์โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย หากจะเสียหายก็ไม่เกิน 5,000 บาทขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการถอนฟ้องโจทก์ในทันทีที่ทราบว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ให้แล้ว เห็นเจตนาจำเลยที่ 1ได้ว่าในขณะฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1ให้ฟ้องคดีดังกล่าวเข้าใจโดยสุจริตว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์จึงมุ่งประสงค์จะให้ศาลบังคับให้โจทก์ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 มิได้จงใจที่จะกลั่นแกล้งฟ้องโจทก์ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ไม่เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ทั้งตามพฤติการณ์ในคดีฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการประมาทเลินเล่อการที่จำเลยทั้งสองฟ้องโจทก์ดังกล่าว น่าจะเป็นเพราะความเข้าใจสับสน ซึ่งกรณีเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้ในการประกอบธุรกิจธนาคารการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5395/2536
นาวาอากาศเอก ทุม คล่อง พยาบาล โจทก์
บริษัท ธนาคาร เอเซีย จำกัด กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาวาอากาศเอก ทุม คล่อง พยาบาล · จำเลย - บริษัท ธนาคาร เอเซีย จำกัด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สถิตย์ ไพเราะ · พรชัย สมรรถเวช · สมคิด ไตรโสรัส |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา