⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 699/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 699/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเท่านั้น จึงจะทำให้ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ หากยังคงยึดถือครอบครองแทนเจ้าของเดิม การครอบครองนั้นก็ไม่ถือเป็นการครอบครองปรปักษ์

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะผู้เช่าตลอดมา เมื่อ ช.ถึงแก่กรรม โจทก์ก็ไม่ได้เปลี่ยนลักษณะการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังทายาทของ ช. ว่าจะไม่ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของช. ต่อไป ดังนั้น แม้โจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาทมานานเกินกว่า10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหายื่นคำร้องเท็จและเบิกความเท็จในคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ช. ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง สืบตัวโจทก์ได้ 1 คน แล้วโจทก์ขอถอนฟ้อง จะถือว่าจำเลยยื่นคำร้องเท็จและเบิกความเท็จไม่ได้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่ไม่สมควรประการอื่น จึงไม่มีเหตุที่จะถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ช. ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1727

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายช้อย ยางแดง ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2519ขณะถึงแก่กรรมนายช้อย ยางแดง มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมเด็กชายวิศณุ อังกุระ นายพวง ยางแดง นายสง่า ยางแดง และนายสงวน ยางแดง (โจทก์) ตามโฉนดเลขที่ 2648 เนื้อที่ 52 ไร่1 งาน 4 ตารางวา ผู้มีชื่อในโฉนดแต่ละคนได้แบ่งกันครอบครองเป็นสัดส่วน โดยใช้คันนาเป็นขอบเขตที่แน่นอนมาช้านานแล้ว เมื่อประมาณ40 ปีมานี้ โจทก์เคยเช่าที่ดินเฉพาะส่วนของนายช้อย ยางแดงทำกินและปลูกบ้านอยู่ในที่ดินส่วนนี้ด้วย เมื่อเช่าได้ 6 ปีโจทก์ได้ขอซื้อที่ดินดังกล่าว นายช้อย ยางแดง ตกลงขายให้โจทก์ในราคาไร่ละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 13,000 บาท เมื่อตกลงซื้อขายกันแล้วโจทก์ก็เลิกเช่าและได้เปลี่ยนการครอบครองอย่างเป็นเจ้าของด้วยความสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 34 ปีแล้ว ที่ดินเฉพาะส่วนของนายช้อย ยางแดง เนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2528 จำเลยได้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายช้อย ยางแดง อันเป็นเท็จว่าทายาทบางคนของนายช้อยหายสาบสูญบางคนเป็นผู้เยาว์ และยังเบิกความเท็จว่า นายช้อยมีหน้าที่มีสิทธิรับมรดกเพียงสองคน และจำเลยได้รับความยินยอมจากทายาทให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายช้อย ซึ่งความจริงทายาทของนายช้อยมิได้หายสาบสูญ ทายาทของนายช้อยมีมากกว่าที่จำเลยเบิกความถึงและทายาทของนายช้อยมิได้ให้ความยินยอมแก่จำเลย การร้องขอเท็จและเบิกความเท็จดังกล่าวเป็นเหตุให้ศาลสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายช้อย ยางแดง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1459/2528 ของศาลชั้นต้น การยื่นคำร้องขออันเป็นเท็จและเบิกความเท็จดังกล่าวแสดงว่าจำเลยเป็นบุคคลไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้สิทธิเรียกร้องทรัพย์มรดกของจำเลยขาดอายุความมรดกแล้ว ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์ได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนของนายช้อย ยางแดง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2648 ตามฟ้อง โดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย ให้ถอนชื่อนายช้อย ยางแดง ออกจากโฉนดที่ดินดังกล่าวข้างต้น แล้วใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ต่อไปและพิพากษาให้สิทธิเรียกร้องทรัพย์มรดกของจำเลยทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกแทนทายาทนายช้อย ยางแดง ขาดอายุความมรดกแล้วให้ถอดถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกที่ดินพิพาทตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1459/2528 ของศาลชั้นต้น และห้ามจำเลยมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า ที่ดินเฉพาะส่วนของนายช้อย ยางแดง นั้นหลังจากนายช้อย ยางแดง ถึงแก่กรรมแล้ว นางกร่าง ยางแดงภรรยาของโจทก์ได้ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยและมารดาจึงร้องคัดค้าน และตัวโจทก์และผู้รับมอบอำนาจในคดีนี้ซึ่งเป็นบุตรก็ได้เข้าเบิกความเป็นพยานให้นางกร่าง ยางแดง คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายกคำร้องของนางกร่าง ยางแดง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 495/2520 ของศาลชั้นต้น เมื่อปลายปี 2522 โดยศาลเชื่อว่าผู้ร้องไม่ได้ครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของคงครอบครองเพียงอาศัยสิทธิการเช่าเท่านั้น และขณะนี้ยังอยู่ในอายุความบังคับคดีและอยู่ในความปกครองของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช้อย ยางแดง ฉะนั้น โจทก์จึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ที่ดินเฉพาะส่วนของนายช้อย ยางแดง ขณะนี้ยังอยู่ในความปกครองของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกและเจ้าหนี้ผู้รับจำนองของนายช้อย ยางแดง ซึ่งจำเลยกำลังดำเนินการเพื่อแบ่งปันให้แก่บรรดาทายาทของนายช้อย ยางแดง จำเลยยังไม่ได้ประพฤติผิดหรือบกพร่องแต่ประการใด จึงยังไม่ควรถอดถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายช้อย ยางแดง ขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ได้ครอบครองทำนาในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 2648 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางใหญ่ (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี ตามภาพถ่ายใบแทนโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.1 ติดต่อกันมาประมาณ 40 ปี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่โจทก์มีนางสะอาด โตเข็ม ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ นางกร่าง ยางแดงภรรยาโจทก์เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ที่ดินของนายช้อยจำนวน 13 ไร่ อยู่ทางทิศตะวันตก เดิมโจทก์เช่าที่ดินพิพาทจากนายช้อยทำนา เมื่อเช่าทำนาได้ 6 ปี โจทก์ขอซื้อที่ดินที่เช่าจากนายช้อย นายช้อยตกลงขายให้ราคาไร่ละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน13,000 บาท ยังไม่ได้ชำระราคาที่ดินเพราะเมื่อนัดโอนกรรมสิทธิ์กันนายช้อยไม่ไปสำนักงานที่ดินตามนัด เมื่อประมาณ 15 ปีมาแล้วนายช้อยได้จำนองที่ดินไว้กับนายสง่า ยังไม่ได้ไถ่ถอนจำนองต่อมาเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2519 นายช้อยได้ถึงแก่กรรม โจทก์ได้ครอบครองทำกินในที่ดินพิพาทอย่างเจ้าของตลอดมาจนถึงปัจจุบันนอกจากนี้โจทก์มีนางสมพิศ ยมไธสง และนายทองสุข ยางแดง เป็นพยานเบิกความว่า นาที่โจทก์ทำกับนาที่จำเลยทำอยู่ติดกันโจทก์ซื้อนามาจากนายช้อย ปรากฏตามแผนที่เอกสารหมาย จ.7 นายช้อยไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยนางแก้ว ยางแดง เป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินเฉพาะส่วนของนายช้อยมีจำนวน 13 ไร่ ก่อนถึงแก่กรรมนายช้อยได้จำนองที่ดินไว้แก่นายสง่า ขณะนี้ยังไม่มีการไถ่จำนองโจทก์และจำเลยมีสิทธิได้รับมรดกของนายช้อย โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาททำนาตลอดมาก่อนนายช้อยถึงแก่กรรม นายช้อยได้มาเก็บค่าเช่าจากโจทก์หลังจากนายช้อยถึงแก่กรรมแล้ว ไม่มีการเก็บค่าเช่า โจทก์บอกว่าได้ซื้อที่ดินแปลงนี้ไว้แล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวเห็นได้ว่า นายช้อยยังมิได้ตกลงขายที่ดินส่วนของตนให้แก่โจทก์ การที่นายช้อยจดทะเบียนจำนองไว้แก่นายสง่าแสดงว่านายช้อยยังยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนอยู่และทวงค่าเช่านาจากโจทก์อยู่เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งหลายว่านายช้อยยังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายช้อยไม่ได้ขายและมอบที่พิพาทให้โจทก์ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของโจทก์คงครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะผู้เช่าตลอดมา เมื่อนายช้อยถึงแก่กรรม โจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะผู้เช่าไม่ได้เปลี่ยนลักษณะการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยบอกกล่าวไปยังทายาทคนอื่นของนายช้อยหรือจำเลยว่า โจทก์จะไม่ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นของนายช้อยหรือจำเลยต่อไปดังนั้น แม้ว่าโจทก์จะครอบครองที่ดินพิพาทมานานเกินกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม โจทก์ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ถือได้ว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโดยอาศัยสิทธิของนายช้อยผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ซึ่งต่อมาเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทและจำเลยฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการที่สองว่า มีเหตุสมควรถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายช้อยหรือไม่ โจทก์อ้างเหตุว่าจำเลยยื่นคำร้องเท็จและเบิกความเท็จในคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายช้อยโดยโจทก์ฟ้องจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 431/2529 ของศาลชั้นต้นปรากฏว่าในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง สืบตัวโจทก์ได้ 1 คน แล้วโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยตามคำร้องลงวันที่7 กุมภาพันธ์ 2529 จะถือว่าจำเลยยื่นคำร้องเท็จและเบิกความเท็จในคดีที่จำเลยร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายช้อยยังไม่ได้โจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกของนายช้อย จำเลยจึงมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายช้อยได้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายช้อยแล้ว พยานโจทก์ที่นำสืบมาไม่ปรากฏเหตุว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควรมิได้จัดทำบัญชีภายในเวลาและตามแบบที่กำหนดไว้ หรือผู้จัดการมรดกประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทุจริต หรือเป็นที่ประจักษ์ว่าผู้จัดการมรดกไม่มีความสามารถในการจัดมรดกของนายช้อยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727, 1731 จึงยังไม่มีเหตุที่จะถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายช้อยผู้ถึงแก่กรรม สรุปแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 699/2536 นาย สงวน ยาง แดง โจทก์ นางสาว สำราญ ยาง แดง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สงวน ยาง แดง · จำเลย - นางสาว สำราญ ยาง แดง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เจริญ นิลเอสงฆ์ · เพ็ง เพ็งนิติ · บุญธรรม อยู่พุก
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 472/2526ฎีกา 945/2537ฎีกา 3421/2538ฎีกา 4639/2540ฎีกา 6386/2537ฎีกา 1280/2492ฎีกา 453/2521ฎีกา 1686/2520ฎีกา 2210/2559ฎีกา 7706/2548ฎีกา 9317/2556ฎีกา 1163/2539ฎีกา 1524/2482ฎีกา 3936/2528ฎีกา 8267/2538ฎีกา 6192/2533ฎีกา 5697/2553ฎีกา 3208/2540ฎีกา 1664-1665/2514ฎีกา 2621/2534ฎีกา 3011/2543ฎีกา 1365/2508ฎีกา 327/2493ฎีกา 7546/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ