คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2537
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์หลายคนฟ้องคดีรวมกัน โดยแต่ละคนอ้างสิทธิในทรัพย์สินคนละส่วน แม้ทรัพย์สินเหล่านั้นจะมีเขตติดต่อกัน ก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพื่อพิจารณาว่าคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่
ย่อคำพิพากษา
คดีนี้โจทก์ทั้งสองกล่าวฟ้องเป็นสาระสำคัญว่า โจทก์ที่ 1กับโจทก์ที่ 2 ต่างเป็นเจ้าของที่ดินคนละแปลง จำเลยเข้ามาแย่งการครอบครองและขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่ละคน ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แต่ละคน เห็นได้ว่าที่ดินพิพาทมีสองแปลงซึ่งโจทก์แต่ละคนอ้างว่าเป็นเจ้าของเพียงแต่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีเขตติดต่อกันเท่านั้น เป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนต่างถูกโต้แย้งสิทธิ แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน ดังนั้น ทุนทรัพย์ของคดีนี้ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่งหรือไม่จึงต้องคิดแยกเป็นของโจทก์แต่ละคน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายทัน วังกาวี กับพวก · จำเลย - นายทองดี พรหมมา |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สนัด หมายสวัสดิ์ · สุทธิ นิชโรจน์ · อากร อัชกุล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดตาก - นายประเวศ สุธรรมชัย · ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายสุวัตร์ สุขเกษม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา