⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2560/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2560/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นใดประเด็นหนึ่งแล้ว แม้จะพิพากษาให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ปัญหาที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วนั้นย่อมเป็นที่สุด และคู่ความจะยกขึ้นฎีกาอีกไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาว่า การกระทำตามฟ้องคดีนี้ต่างกรรมต่างวาระกัน ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยมิได้ฎีกา ปัญหาดังกล่าวจึงยุติและถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่แล้ว จำเลยจะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาอีกไม่ได้ เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.144

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมกล่าวคือ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2532 เวลาใดไม่ปรากฎชัดจำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษสำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ ซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องไว้ โดยจำเลยที่ 2 ได้กรอกข้อความว่า"ข้าพเจ้า นายเชื่อม สมทรัพย์ ได้รับเงินจากนายมานิตย์ วรวงษ์จากการขายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน น-1522 มหาสารคามเป็นเงิน 100,000 บาท และนายมานิตย์ได้รับรถยนต์โตโยต้าสีแดงคืนแล้ว ส่วนสัญญาที่ทำขึ้นวันที่ 11 กันยายน 2 ฉบับ คือสัญญาซื้อขายกับสัญญากู้ยืมเงินซึ่งนายเชื่อมบอกว่าหาย ถือว่ายกเลิกทั้งสองได้อ่านข้อความเข้าใจ จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน"ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริงและโจทก์มิได้ยินยอมทั้งกระทำเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์และผู้อื่น ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2532เวลากลางคืน จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้และอ้างเอกสารปลอมดังกล่าวโดยให้จำเลยที่ 3 นำมาอ้างต่อโจทก์ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง นอกจากนั้นในวันที่ 29 กันยายน 2532 เวลาใดไม่ปรากฎชัด จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมเอกสารลงในแผ่นกระดาษมีข้อความว่า "นายเชื่อม สมทรัพย์ได้รับเงินจำนวน 100,000 บาท จากนายมานิตย์ วรวงษ์ไว้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว และนายมานิตย์ได้จ่ายเงินอีก 40,000 บาทใช้หนี้เงินกู้ยืมคืนแก่นายเชื่อม สมทรัพย์ พร้อมกับได้รับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าสีแดง หมายเลขทะเบียน น-7354 ร้อยเอ็ดคืนจากนายเชื่อมแล้ว" แล้วร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์และนางสายกรม ศิริวรรณ ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และกระทำเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์และผู้อื่น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 264, 268 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 3ถึงที่สุด จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ฟ้องซ้ำ ยกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 264, 268 ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสอง โดยวางโทษตามมาตรา 264 เพียงกระทงเดียวจำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,83 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 418/2533 และ 419/2533 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่าในปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาลงวันที่27 มิถุนายน 2534 พิพากษาว่า การกระทำตามฟ้องคดีนี้ต่างกรรมต่างวาระกัน ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ 1 ที่ 2มิได้ฎีกาปัญหาดังกล่าวจึงยุติและถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาอีกไม่ได้ เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงไม่ชอบ" พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2560/2537 นาย เชื่อม สม ทรัพย์ โจทก์ นาย มา นิตย์ วรวงษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เชื่อม สม ทรัพย์ · จำเลย - นาย มา นิตย์ วรวงษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลอ ทองแย้ม · ชลิต ประไพศาล · สุนพ กีรติยุติ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5640/2542ฎีกา 812/2534ฎีกา 6828/2537ฎีกา 686/2546ฎีกา 171/2513ฎีกา 5414/2536ฎีกา 1767/2536ฎีกา 3413/2541ฎีกา 559-561/2532ฎีกา 1182/2491ฎีกา 39/2530ฎีกา 4651/2551ฎีกา 1499/2551ฎีกา 1485/2547ฎีกา 1323/2530ฎีกา 261/2506ฎีกา 3190/2530ฎีกา 208/2540ฎีกา 6506/2547ฎีกา 3330-3331/2524ฎีกา 19/2504ฎีกา 6353/2550ฎีกา 1342/2534ฎีกา 2002/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา