คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5503/2536
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยืนตามคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ถือเป็นที่สุดตามกฎหมาย และการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ
ย่อคำพิพากษา
คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ซึ่งโจทก์ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 คำร้อง ของ โจทก์ ที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้น เท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคำร้องดังกล่าวของโจทก์อีก จึงเป็นการไม่ชอบและเมื่อเป็นกรณีเกี่ยวกับการรับหรือไม่รับอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดไปแล้วนั้นโจทก์จึงฎีกาต่อมาอีกไม่ได้ ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาโจทก์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 499เป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนเสาไม้แก่นจำนวน 6 ต้น รั้วและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสามเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีกต่อไป หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมรื้อถอน ยอมให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 ที่แก้ไขแล้ว ไม่รับอุทธรณ์
โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ต่อมาวันที่28 มกราคม 2535 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เพราะเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ซึ่งโจทก์ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ดังนั้นคำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่สั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 คำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้น เท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์นั่นเองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำศาลชั้นต้นยกคำสั่งชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบและเมื่อเป็นกรณีเกี่ยวกับการรับหรือไม่รับอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดไปตามที่ได้กล่าวแล้ว โจทก์จึงฎีกาต่อมาอีกไม่ได้"
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5503/2536
นาย วิชัย ติยะวนิช โจทก์
นาง สี หรือ ทอง สี ประสมศ รี กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาย วิชัย ติยะวนิช · จำเลย - นาง สี หรือ ทอง สี ประสมศ รี กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สกล เหมือนพะวงศ์ · พิมล สมานิตย์ · ถวิล ตรีเพชร |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา