⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5290/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5290/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีเพียงว่าจำนวนเงินที่โจทก์เรียกมาสูงเกินความเป็นจริง ถือว่าจำเลยรับว่าได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว และประเด็นเรื่องการทำหลักฐานเป็นหนังสือของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นข้อที่ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองโดยนอกเหนือประเด็นที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องเรียกเงินโดยอ้างว่าจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยให้การแต่เพียงว่าเงินที่โจทก์เรียกมานั้นสูงเกินความเป็นจริง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และถือว่าจำเลยรับว่าได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1หยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นวินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือประเด็นที่จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงินตามสัญญา 56,463 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน56,463 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัย ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาโจทก์ที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่าตามคำฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และได้หยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นวินิจฉัยว่าการประนีประนอมยอมความไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือไว้ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้นั้นเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าว่าจ้างตัดฟันต้นไม้ จ้างรถแทรกเตอร์ค่าซื้อพันธุ์มะละกอ ค่าขนส่งและค่าว่าจ้างคนงานจากจำเลย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 56,463 บาท โดยอ้างว่าจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้วจำเลยให้การแต่เพียงว่าค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมานั้นสูงเกินความเป็นจริง โดยมิได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องแต่อย่างใดคดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องหรือไม่ และถือว่าจำเลยรับว่าได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นวินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น จึงเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่ถือว่าจำเลยรับแล้วขึ้นวินิจฉัยอันเป็นการนอกเหนือประเด็นที่จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1ไม่มีอำนาจที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5290/2537 นาย บุญ เหลือ วุฒิ สาร โจทก์ นาย บัว สารีเรือง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย บุญ เหลือ วุฒิ สาร · จำเลย - นาย บัว สารีเรือง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ระพินทร บรรจงศิลป · สุทธิ นิชโรจน์ · ปรีชา นาคพันธุ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 99/2541ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7903/2568ฎีกา 1000/2505ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2460/2517ฎีกา 1360/2544ฎีกา 643/2497ฎีกา 1765/2492ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 72/2505ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1733/2498ฎีกา 8444/2538ฎีกา 2170/2517
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ