⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5836/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5836/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยในชั้นฎีกาไม่ได้ เว้นแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัย. เจ้าของรวมมีสิทธิฟ้องขับไล่บุคคลภายนอกซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้.

ย่อคำพิพากษา

แม้ศาลชั้นต้นจะชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ซึ่งหมายรวมถึงเรื่องหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ด้วย แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยมิได้หยิบยกปัญหาเรื่องหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ขึ้นวินิจฉัย และจำเลยก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในปัญหาดังกล่าวการที่จำเลยฎีกาปัญหานี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นไม่สมควรที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้ย่อมไม่ยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ได้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินพิพาทฟ้องขับไล่จำเลยเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์เพื่อต่อสู้กับจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359ส่วนกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 302 นั้นหมายความว่าเมื่อโจทก์ได้ทรัพย์สินคืนมาแล้วต้องเป็นของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมร่วมกัน โจทก์จะอ้างเอาเป็นของตนแต่ผู้เดียวไม่ได้เท่านั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า โจทก์ไม่เสียหาย อุทธรณ์ของจำเลยมิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายไม่ชอบอย่างไร และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งจึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าไม่เป็นประเด็นที่จะวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.302 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1359

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายชัยพฤกษ์และหรือนายวิชาญฟ้องคดีแทน ตามหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้อง ตึกแถวพิพาทเป็นตึกแถว2 ชั้นครึ่ง เลขที่ 13/13 เดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของนายคง บิดาโจทก์ตึกแถวดังกล่าวปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดที่ 27004 ต่อมาปี 2524นายคงถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก โจทก์ได้จัดการโอนตึกแถวและที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์แล้ว จำเลยได้เช่าตึกแถวพิพาทจากนายคงมีกำหนดเวลา 20 ปี ปรากฏว่าในระหว่างระยะเวลาตามสัญญาเช่าจำเลยได้ผิดเงื่อนไขสัญญาเช่าโดยได้ทำการต่อเติมตึกแถวพิพาท และยอมให้บุคคลอื่นมาทำการค้า โดยมิได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากนายคงและโจทก์ก่อน ซึ่งเป็นการผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย จำเลยได้รับหนังสือแล้ว ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาท เลขที่ 13/13หมู่ที่ 2 ถนนงามวงศ์วาน ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรีจังหวัดนนทบุรี ห้ามมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องในตึกแถวพิพาทต่อไปกับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 34,500 บาท แก่โจทก์กับค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากตึกแถวพิพาท จำเลยให้การว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ 27004 พร้อมตึกแถวพิพาทเลขที่ 13/13 จำเลยไม่เคยผิดสัญญาเช่า ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากตึกแถวเลขที่ 13/13 หมู่ที่ 2 ถนนงามวงศ์วาน ตำบลบางเขนอำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่เดือนมีนาคม 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากตึกแถวพิพาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตึกแถวพิพาทเป็นตึกแถว 2 ชั้นครึ่ง เลขที่ 13/13หมู่ที่ 2 ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ปลูกสร้างเมื่อปี 2520 ในที่ดินโฉนดที่ 27004 ตำบลบางเขน (ลาดโตนด)อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เดิมตึกแถวพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายคง ฉ่ำใจ บิดาโจทก์ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม2520 จำเลยได้เช่าตึกแถวพิพาทจากนายคงมีกำหนดเวลา 20 ปี ค่าเช่าเดือนละ 150 บาท ตามหนังสือสัญญาเช่าและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 ต่อมาปี 2524 นายคงถึงแก่กรรม โจทก์ซึ่งเป็นบุตรคนเดียวของนายคงเป็นผู้จัดการมรดกของนายคงตามคำสั่งศาลแพ่ง หลังจากนั้นโจทก์ได้โอนทรัพย์สินอันเป็นมรดกของนายคงเป็นของโจทก์และต่อมาโจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดที่ 27004 บางส่วนให้แก่บุคคลอื่นไปโดยโจทก์ยินยอมให้ผู้ซื้อเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.13 ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะหนังสือมอบอำนาจไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ซึ่งหมายรวมถึงเรื่องหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยมิได้หยิบยกปัญหาเรื่องหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยและจำเลยก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในปัญหาดังกล่าว จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นไม่สมควรที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้ จึงไม่ยกขึ้นวินิจฉัยตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม โจทก์จะฟ้องเพื่อประโยชน์ของโจทก์แต่ลำพังไม่ได้นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ 27004 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.13 และเป็นเจ้าของตึกแถวพิพาทที่จำเลยเช่า แม้โจทก์จะขายที่ดินนั้นไปบางส่วนแต่โจทก์ก็ยังเป็นเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าวอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆอาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก" การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยคดีนี้จึงเป็นการใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ เพื่อต่อสู้กับจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ส่วนที่จำเลยอ้างว่าการเรียกทรัพย์สินคืนของเจ้าของรวมต้องอยู่ใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 302นั้นก็หมายความว่า เมื่อโจทก์ได้ทรัพย์สินคืนมาแล้ว ต้องเป็นของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมร่วมกัน โจทก์จะอ้างเอาเป็นของตนแต่ผู้เดียวไม่ได้เท่านั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเรื่องค่าเสียหายเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่าโจทก์ไม่เสียหาย อุทธรณ์ของจำเลยมิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายไม่ชอบอย่างไร และที่ถูกต้องเป็นอย่างไรจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าไม่เป็นประเด็นที่จะวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5836/2537 นาย ทองคำ ฉ่ำ ใจ โจทก์ นาย เม่งลี้ แซ่ ตั้ง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ทองคำ ฉ่ำ ใจ · จำเลย - นาย เม่งลี้ แซ่ ตั้ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมพงษ์ สนธิเณร · สมศักดิ์ วิธุรัติ · ไพโรจน์ คำอ่อน
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 770/2535ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3616/2558ฎีกา 3099/2524ฎีกา 3136/2524ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 8444/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ