⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6529/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6529/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลอื่นครอบครองทรัพย์สินแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยอาศัยสิทธิในสัญญา เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว บุคคลนั้นและผู้รับโอนสิทธิจากบุคคลนั้นไม่มีสิทธิครอบครองทรัพย์สินต่อไป การครอบครองทรัพย์สินนั้นจึงเป็นการละเมิดต่อเจ้าของกรรมสิทธิ์

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทซึ่งอยู่โดยอาศัยสิทธิของ ส. กับพวกที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายจากโจทก์แล้วผิดสัญญาจะซื้อจะขายไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาจะซื้อจะขายเป็นเรื่องระหว่างโจทก์และ ส. กับพวก จำเลยมิได้เป็นคู่สัญญาไม่จำต้องปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวทั้งโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยละเมิด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทโดยอ้างว่า ส. กับพวกไม่ชำระเงินที่ค้างตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้ ส.กับพวกชำระแล้วแต่ส. กับพวกไม่ชำระถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นอันเลิกกัน จำเลยอยู่โดยอาศัยสิทธิ ส. กับพวกจึงเป็นการอยู่โดยไม่มีสิทธิเป็นละเมิด ดังนี้เหตุที่อ้างในฟ้องคดีนี้เป็นเหตุที่อ้างขึ้นใหม่คนละเหตุกับคดีก่อน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ แม้จำเลยรับโอนที่พิพาทมาโดยสุจริตจาก ส. เสียค่าตอบแทนและครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ก็เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ซึ่งจะต้องมีการทำสัญญากันระหว่างเจ้าหนี้คือโจทก์กับลูกหนี้คนใหม่คือจำเลย เมื่อปรากฏว่าไม่ได้ทำ หนี้ใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น โจทก์กับจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กัน ส. กับพวกอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายอันเป็นการครอบครองที่พิพาทแทนโจทก์ เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้ว ส. กับพวกและจำเลยไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่พิพาทต่อไป การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่พิพาทต่อมา จึงเป็นการละเมิดโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.306 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.350 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งสองเคยฟ้องขับไล่จำเลยนี้กับพวกรวม 5 คน ออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง คดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งห้าอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นการยึดถือที่พิพาทแทนโจทก์ และเนื่องจากมีข้อโต้แย้งตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งห้าออกจากที่พิพาท ปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 458/2528 ของศาลชั้นต้นต่อมาโจทก์ทั้งสองจึงฟ้องขับไล่จำเลยนี้อีก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมิได้เป็นคู่สัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ทั้งสองและพิพากษายกฟ้อง ปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 204/2533 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองเห็นว่าจำเลยรับโอนที่พิพาทมาจากนายสุดหรือสุดชา ซึ่งเป็นคู่สัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์จึงได้มีหนังสือบอกกล่าวให้นายสุดหรือสุดชาชำระเงินค่าที่ดินที่ค้างชำระ แต่นายสุดชาไม่ชำระภายในกำหนดเวลาตามหนังสือบอกกล่าว สัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทจึงเป็นอันเลิกกันจำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในที่พิพาทอีกต่อไป โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกจากที่พิพาทแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่พิพาท จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่พิพาทมาจากนายสุดหรือสุดชาแล้วเข้าทำประโยชน์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 โจทก์ไม่เคยห้ามหรือเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาทเลย ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 204/2533 ของศาลชั้นต้น จำเลยรับโอนที่พิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนและครอบครองทำประโยชน์ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 204/2533 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทซึ่งจำเลยอยู่โดยอาศัยสิทธิของนายสุดหรือสุดชากับพวกที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายจากโจทก์ แล้วผิดสัญญาจะซื้อจะขายไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินส่วนที่ค้างชำระแต่จำเลยไม่ยอมชำระถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นอันเลิกกัน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาจะซื้อจะขายเป็นเรื่องระหว่างโจทก์และนายสุดกับพวก จำเลยมิได้เป็นคู่สัญญาจึงไม่จำต้องปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าว ทั้งโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยละเมิด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทโดยอ้างว่านายสุดกับพวกไม่ชำระเงินที่ค้างชำระตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้นายสุดหรือสุดชากับพวกชำระแล้ว แต่นายสุดหรือสุดชากับพวกไม่ชำระถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นอันเลิกกัน จำเลยอยู่โดยอาศัยสิทธิของนายสุดหรือสุดชาจึงเป็นการอยู่โดยไม่มีสิทธิเป็นการละเมิดเห็นว่า เหตุที่อ้างมาในฟ้องคดีนี้เป็นเหตุที่อ้างขึ้นใหม่คนละเหตุกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 204/2533 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่ซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 204/2533 ของศาลชั้นต้น และวินิจฉัยต่อไปว่าแม้จำเลยรับโอนที่พิพาทมาโดยสุจริตจากนายสุดหรือสุดชาเสียค่าตอบแทนและเข้าครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของก็เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ซึ่งจะต้องมีการทำสัญญากันระหว่างเจ้าหนี้คือโจทก์กับลูกหนี้คนใหม่คือจำเลย ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยไม่ได้ทำสัญญากันใหม่ หนี้ใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น โจทก์กับจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กันนายสุดหรือสุดชากับพวกและจำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขาย อันเป็นการครอบครองที่พิพาทแทนโจทก์ เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้ว นายสุดหรือสุดชากับพวกและจำเลยไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่พิพาทต่อไป การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่พิพาทต่อมาจึงเป็นการละเมิด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง พิพากษากลับว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาทห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่พิพาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6529/2537 นาย นพคุณ สุขเกษม กับพวก โจทก์ นาย เสงี่ยม หรือ เหงี่ยม ผิวละไม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย นพคุณ สุขเกษม กับพวก · จำเลย - นาย เสงี่ยม หรือ เหงี่ยม ผิวละไม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุระ หวังอ้อมกลาง · ปราโมทย์ ชพานนท์ · เสริม บุญทรงสันติกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3947/2533ฎีกา 7943/2549ฎีกา 3806/2549ฎีกา 6296/2545ฎีกา 1712/2539ฎีกา 4161/2532ฎีกา 5692/2538ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา