⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 695/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 695/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้เปลี่ยนเจตนาเดิมมาผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อโดยสมัครใจหรือไม่ เป็นการวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ต้องการกู้ยืมเงินโจทก์ไปซื้อรถยนต์ของจำเลยที่ 3 โจทก์มิได้มีเจตนาที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์ที่เช่าซื้ออย่างแท้จริง เป็นการใส่ชื่อไว้แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้เปลี่ยนเจตนาเดิมมาผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อโดยสมัครใจ แต่เป็นการจำยอมทำสัญญาไปนั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่า ความประสงค์เดิมของจำเลยที่ 1 ต้องการกู้ยืมเงินโจทก์โจทก์ต้องการให้จำเลยที่ 1 โอนรถยนต์มาเป็นของโจทก์ก่อน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเปลี่ยนเจตนาเดิมมายินยอมผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อโดยสมัครใจ สัญญาเช่าซื้อจึงมิใช่นิติกรรมอำพรางเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ราคา94,260 บาท ชำระค่าเช่าซื้อ 30 งวด งวดละ 3,142 บาท หากจำเลยที่ 1ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่ง ให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดโดยไม่จำต้องบอกกล่าวทั้งนี้มีจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง 11 งวดเป็นเงินจำนวน 34,562 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ และแจ้งให้จำเลยทั้งสามคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมทั้งค่าเสียหายแล้วแต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ส่งคืนขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 59,698 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคา ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหาย40,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่าโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเช่าซื้อเพื่ออำพรางนิติกรรมกู้ยืมเงิน เพราะการให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี เป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนดทั้งรถยนต์ที่เช่าซื้อมิได้เป็นของโจทก์ ดังนั้นจึงไม่มีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อได้ สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้โจทก์ หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 59,698 บาทให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 30,000 บาทและชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะส่งคืนรถยนต์หรือใช้ราคา ทั้งนี้หากยังไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาให้เรียกค่าเสียหายได้มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้โจทก์หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 59,698 บาท ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียให้โจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท และชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะส่งคืนรถยนต์หรือใช้ราคาให้แก่โจทก์ ทั้งนี้หากยังไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคา ให้เรียกค่าเสียหายได้มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 1ฎีกาขอให้ยกฟ้องจึงเป็นคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ต้องการกู้ยืมเงินโจทก์ไปซื้อรถยนต์ของจำเลยที่ 3 โจทก์มิได้มีเจตนาที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์ที่เช่าซื้ออย่างแท้จริง เป็นการใส่ชื่อไว้แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้เปลี่ยนเจตนาเดิมมาผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อโดยสมัครใจแต่เป็นการจำยอมทำสัญญาไปนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่า ความประสงค์เดิมของจำเลยที่ 1ต้องการกู้ยืมเงินโจทก์ต้องการให้จำเลยที่ 1 โอนรถยนต์มาเป็นของโจทก์ก่อน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเปลี่ยนเจตนาเดิมมายินยอมผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อโดยสมัครใจ สัญญาเช่าซื้อจึงมิใช่นิติกรรมอำพราง เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 695/2537 บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิตแอนด์ ทรัสต์ จำกัด โจทก์ นาย ประนาท จันทรประภพหรือจันทรประ ภาพ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ อินเตอร์เครดิตแอนด์ ทรัสต์ จำกัด · จำเลย - นาย ประนาท จันทรประภพหรือจันทรประ ภาพ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมพงษ์ สนธิเณร · สมศักดิ์ วิธุรัติ · ไพโรจน์ คำอ่อน
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 746-750/2538ฎีกา 506/2507ฎีกา 44/2539ฎีกา 1645/2499ฎีกา 606/2489ฎีกา 909/2490ฎีกา 840/2537ฎีกา 2540/2539ฎีกา 3269/2537ฎีกา 1478/2523ฎีกา 5369/2537ฎีกา 2596/2544ฎีกา 1537/2482ฎีกา 2073/2538ฎีกา 9686/2539ฎีกา 38/2549ฎีกา 1533/2519ฎีกา 1056/2492ฎีกา 943/2520ฎีกา 1203/2549ฎีกา 401/2481ฎีกา 3552/2539ฎีกา 2662/2538ฎีกา 7578/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ