คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7073/2537
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจะยังไม่พอฟังลงโทษจำเลยได้ หากพยานหลักฐานอื่นไม่สอดคล้องหรือมีข้อสงสัย
2. การลงโทษจำเลยในความผิดที่หนักกว่าที่กระทำจริงโดยอาศัยเหตุที่ไม่ได้ปรากฏในข้อเท็จจริง ถือเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขได้ แม้คู่ความมิได้ฎีกา
ย่อคำพิพากษา
คำเบิกความของพนักงานสอบสวนที่ว่าในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำผิด เป็นคำบอกเล่าจากจำเลยที่ 1เมื่อประจักษ์พยานเบิกความว่าไม่เห็นจำเลยที่ 2 ในคืนเกิดเหตุ คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจึงยังไม่พอฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ที่ศาลล่างลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายโดยใช้ยานพาหนะจึงไม่ชอบ และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7073/2537
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นายวัฒนะ แก้วใส ที่ ๑
นายสุระ แก้วใส ที่ ๒ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · ๑ - นายวัฒนะ แก้วใส ที่ · จำเลย - นายสุระ แก้วใส ที่ ๒ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปรีชา บูรณะไทย · บุญธรรม อยู่พุก · ณรงค์ ตันติเตมิท |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญาธนบุรี - นางประทานพร ยอดปัญญา · ศาลอุทธรณ์ - นายอมร วีรวงค์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา